มลพิษทางเสียงมีอันตรายต่อสุขภาพและระบบการได้ยินดังนี้ 0

1). อันตรายต่อระบบการได้ยิน การได้ฟังเสียงที่ดังเป็นเวลานานๆ ส่งผลทำลายเซลล์ประสาทของหู และเกิด

ผลเสียต่อการได้ยินดังนี้

(1) หูตึงหรือหูอื้อชั่วคราว คืออาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากเสียงที่ดังนั้นยังไม่ดังมากและนานพอที่จะทำลายเซลล์ประสาทของหูได้อย่างง่ายดาย

(2) หูตึงหรือหูหนวกอย่างถาวรคือ อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากได้ฟังเสียงที่ดังมากเกินไปจนทำลายเซลล์ประสาทหูไปอย่างถาวรและไม่สามารถกลับมาได้ยินเหมือนเดิม

(3) หูตึงหรือหูอื้อแบบเฉียบพลัน คือ อาการหูหนวกอย่างเฉียบพลันซึ่งเกิดจากการได้รับฟังเสียงที่ดังเกินไปจนทำให้แก้วหูฉีกขาด เช่น เสียงระเบิด เสียงประทัด

2). อันตรายต่อสุขภาพทั่วไปและจิตใจ เช่น เสียงที่ดังเกินไปจะรบกวนการนอนหลับและการพักผ่อน ส่งผลทำให้หงุดหงิด มีความเครียด อีกทั้งยังรบกวนการทำงานทำให้งานมีประสิทธิภาพด้อยลง และเสียงดังมากๆ ยังทำให้ความดันสูง เกิดโรคหัวใจ ชีพจรเต้นผิดปกติ เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ และอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttps://sites.google.com/site/30267jankk/naewthang-pxngkan-laea-kae-khi-payh

เกร็ดความรู้เรื่องมลพิษทางเสียง 0

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงรบกวนในเมือง

แหล่งกำเนิดเสียงที่เป็นปัญหามากที่สุดในเมือง คือ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เรือหางยาวและรถอื่น ๆ ที่มีการดัดแปลงท่อไอเสีย
เลี่ยงจากการรับฟังเสียงดังอย่างไร

หลีกเลี่ยงที่ที่มีเสียงดังมากๆ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้เครื่องป้องกันหู เช่น ที่อุดหูหรือที่ครอบหู แต่ทางที่ดีที่สุด ควรป้องกันและแก้ไขจากต้นเหตุ
อันตรายจากเสียงดัง

อันตรายต่อการได้ยิน

หูหนวกเฉียบพลัน เกิดจากการได้ยินเสียงดังมาก ๆ ทันที เช่น เสียงระเบิด
หูหนวกชั่วคราวหรือหูหนวกถาวรเกิดจากการอยู่ในที่มีเสียงดังมากเป็นเวลานาน ๆ
อันตรายต่อสุขภาพทั่วไปและต่อจิตใจ

รบกวนการพักผ่อน นอนหลับ
ก่อให้เกิดความรำคาญและรบกวนการสื่อสารที่ใช้เสียง
รบกวนการทำงานและประสิทธิภาพของการทำงานลดลง
เกิดความเครียดและเสียสุขภาพจิต
อาจเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและแผลในกระเพาะอาหาร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.pcd.go.th/info_serv/air_noise.htm

การเกิดเสียง 0

การเดินทางของเสียง
อาศัยอากาศเป็นตัวกลางในการเดินทางมาถึงหู ซึ่งแหล่งกำเนิดเสียงจะทำให้อากาศรอบ ๆ สั่นสะเทือนออกไปในทุกทิศทาง ตัวกลางที่ถ่ายทอดเสียงได้ดีที่สุดคือของแข็ง ของเหลว และอากาศหรือแก๊ส ตามลำดับ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งเสียงดัง

การสะท้อนของเสียง
เมื่อเสียงเดินทางไปกระทบสิ่งกีดขวางจะเกิดการสะท้อน โดยจะสะท้อนได้ดีกับวัตถุแข็งและผิวเรียบ เสียงที่สะท้อนกลับมาเรียกว่า เสียงก้อง

ในห้องแสดงดนตรีจะป้องกันการเกิดเสียงก้อง โดยการนำวัสดุดูดกลืนเสียงมาบุผนังห้อง ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงโดยตรง

ธรรมชาติของเสียง
ระดับของเสียง
มีความสัมพันธ์กับความถี่ของเสียง สามารถนำมาสร้างเป็นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด ทำให้เกิดเสียงได้หลายความถี่ ความสามารถในการได้ยินเสียงของสัตว์

ความดังของเสียง
คือ ความรู้สึกได้ยินว่าดังมากหรือดังน้อย มีความสัมพันธ์กับความเข้มเสียง ซึ่งเป็นพลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์/ตารางเมตร ความดังของเสียงจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มเสียง และระยะห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง
มาตรฐานระดับความเข้มเสียงมีหน่วยคือ เดซิเบล (dB) โดยเริ่มจาก 0 dB เป็นเสียงที่ค่อยเกินกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน
เสียงกระซิบมีความดังประมาณ 20 dB
เสียงสนทนาอยู่ระหว่าง 40–60 dB
เกินกว่า 90 dB จะเป็นอันตรายต่อหู หรือผู้ที่ต้องอยู่ในบริเวณที่ดังเกิน 80 dB แต่ไม่ถึง 90 dB เป็นเวลานาน ๆ ก็จะเป็นอันตรายได้เช่นกัน

อวัยวะรับเสียง
คือ หู มี 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก ได้แก่ ใบหูและรูหู หูชั้นกลาง ได้แก่ เยื่อแก้วหูและกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้น คือ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน และหูชั้นใน ประกอบด้วย กระดูกก้นหอย

การได้ยินเสียงแต่ละครั้งเริ่มต้นที่หูจะรับการสั่นจากคลื่นเสียง โดยมีใบหูช่วยสะท้อนคลื่นเสียงเข้าไปในรูหู จะทำให้กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลนสั่น แล้วส่งสัญญาณไปยังกระดูกก้นหอย ซึ่งของเหลวภายในหูจะถูกดันให้เป็นคลื่นจังหวะเดียวกับเสียง และส่งสัญญาณต่อไปยังสมอง

อันตรายที่เกิดจากเสียงดัง
เสียงที่ก่อให้เกิดความรำคาญ เรียกว่า มลพิษทางเสียง อันตรายมีดังนี้
1. ทำให้หูหนวกเฉียบพลัน เกิดจากได้ยินเสียงดังมาก ๆ ทันที
2. ทำให้หูหนวกชั่วคราวหรือหูหนวกถาวร เกิดจากการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมากเป็นเวลานาน ๆ
3. รบกวนการพักผ่อนและทำให้เสียสุขภาพ
4. ก่อให้เกิดความรำคาญและเสียสุขภาพจิต
5. ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
การแก้ปัญหา
1. ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี
2. ไม่ควรบรรทุกสัมภาระมากไป หรือขับด้วยความเร็วสูงหรือเร่งเครื่องแรง ๆ
3. ไม่ควรใช้แตรลมหรือบีบแตรโดยไม่จำเป็น
4. ควรใช้เครื่องป้องกันหูหรือใช้สำลีอุดหู รวมทั้งสร้างกำแพงกั้นเสียงหรือปลูกต้นไม้ตามแนวบ้าน
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31400-044000

ผลกระทบจากภาวะมลพิษทางเสียง 0

1ผลกระทบต่อการได้ยิน แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ
หูหนวกทันที เกิดขึ้นจากการที่อยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังเกิน 120 เดซิเบล
หูอื้อชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีระดับเสียงดังตั้งแต่ 80 เดซิเบลเอขึ้นไปในเวลาไม่นานนัก
หูอื้อถาวร เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีระดับความดังมากเป็นเวลานานๆ
1ด้านสรีระวิทยา เช่น ผลกระทบต่อระบบการหมุนเวียนของเลือด ต่อมไร้ท่อ อวัยวะสืบพันธุ์ ระบบประสาท และความผิดปกติของระบบการหดและบีบลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
2ด้านจิตวิทยา เช่น สร้างความรำคาญ ส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อน ผลต่อการทำงานและการเรียนรู้ รบกวนการสนทนาและการบันเทิง
3ด้านสังคม กระทบต่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ขาดความสงบ
4ด้านเศรษฐกิจ มีผลผลิตต่ำเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานลดลง เสียค่าใช้จ่ายในการควบคุมเสียง
5ด้านสิ่งแวดล้อม เสียงดังมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ เช่น ทำให้สัตว์ตกใจและอพยพหนี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87

แก้ปัญหาเสียงดังในโรงงาน 0

ทำไมต้องวิเคราะห์ปัญหาเสียงดังก่อนลงมือแก้ปัญหา

ช่วยให้ทราบถึงแหล่งกำเนิดเสียงหลักและแหล่งกำเนิดเสียงรอง
ด้วยเครื่องมือวัดเสียงที่แม่นยำ จะทำให้ทราบระดับความดังเสียงและคลื่นความถี่เสียง
ทำให้เลือกฉนวนกันเสียงหรือฉนวนซับเสียง ได้สอดคล้องกับงบประมาณที่ลูกค้ามีอยู่
ทำให้ทราบถึงระดับความน่าจะเป็นและค่าใช้จ่ายในการทำโครงการลดเสียงดัง
ช่วยประเมินระยะเวลาในการทำงานของการติดตั้งระบบลดเสียง และช่วงเวลาที่ต้องเริ่มโครงการ
ช่วยให้มีทางเลือกในการลดเสียงดังมากกว่าหนึ่งทางเลือก เช่น การแก้ปัญหาทางกลแทนการซับเสียง
ทำให้ทราบถึงอุปสรรคหรือข้อจำกัดจริงหน้างาน ก่อนลงมือติดตั้งระบบลดเสียงในโรงงานหรืออาคาร
รูปแบบในการวิเคราะห์ปัญหาเสียงดัง

สำรวจระดับเสียงทั้งพื้นที่ของแหล่งกำเนิดเสียง (comprehensive sound survey)
จัดทำแผนที่เสียง ในบริเวณโรงงาน (complete noise mapping)
ศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งระบบลดเสียงแบบต่างๆ (soundproof feasible study)