การเกิดเสียง 0

การเดินทางของเสียง
อาศัยอากาศเป็นตัวกลางในการเดินทางมาถึงหู ซึ่งแหล่งกำเนิดเสียงจะทำให้อากาศรอบ ๆ สั่นสะเทือนออกไปในทุกทิศทาง ตัวกลางที่ถ่ายทอดเสียงได้ดีที่สุดคือของแข็ง ของเหลว และอากาศหรือแก๊ส ตามลำดับ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งเสียงดัง

การสะท้อนของเสียง
เมื่อเสียงเดินทางไปกระทบสิ่งกีดขวางจะเกิดการสะท้อน โดยจะสะท้อนได้ดีกับวัตถุแข็งและผิวเรียบ เสียงที่สะท้อนกลับมาเรียกว่า เสียงก้อง

ในห้องแสดงดนตรีจะป้องกันการเกิดเสียงก้อง โดยการนำวัสดุดูดกลืนเสียงมาบุผนังห้อง ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงโดยตรง

ธรรมชาติของเสียง
ระดับของเสียง
มีความสัมพันธ์กับความถี่ของเสียง สามารถนำมาสร้างเป็นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด ทำให้เกิดเสียงได้หลายความถี่ ความสามารถในการได้ยินเสียงของสัตว์

ความดังของเสียง
คือ ความรู้สึกได้ยินว่าดังมากหรือดังน้อย มีความสัมพันธ์กับความเข้มเสียง ซึ่งเป็นพลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์/ตารางเมตร ความดังของเสียงจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มเสียง และระยะห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง
มาตรฐานระดับความเข้มเสียงมีหน่วยคือ เดซิเบล (dB) โดยเริ่มจาก 0 dB เป็นเสียงที่ค่อยเกินกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน
เสียงกระซิบมีความดังประมาณ 20 dB
เสียงสนทนาอยู่ระหว่าง 40–60 dB
เกินกว่า 90 dB จะเป็นอันตรายต่อหู หรือผู้ที่ต้องอยู่ในบริเวณที่ดังเกิน 80 dB แต่ไม่ถึง 90 dB เป็นเวลานาน ๆ ก็จะเป็นอันตรายได้เช่นกัน

อวัยวะรับเสียง
คือ หู มี 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก ได้แก่ ใบหูและรูหู หูชั้นกลาง ได้แก่ เยื่อแก้วหูและกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้น คือ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน และหูชั้นใน ประกอบด้วย กระดูกก้นหอย

การได้ยินเสียงแต่ละครั้งเริ่มต้นที่หูจะรับการสั่นจากคลื่นเสียง โดยมีใบหูช่วยสะท้อนคลื่นเสียงเข้าไปในรูหู จะทำให้กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลนสั่น แล้วส่งสัญญาณไปยังกระดูกก้นหอย ซึ่งของเหลวภายในหูจะถูกดันให้เป็นคลื่นจังหวะเดียวกับเสียง และส่งสัญญาณต่อไปยังสมอง

อันตรายที่เกิดจากเสียงดัง
เสียงที่ก่อให้เกิดความรำคาญ เรียกว่า มลพิษทางเสียง อันตรายมีดังนี้
1. ทำให้หูหนวกเฉียบพลัน เกิดจากได้ยินเสียงดังมาก ๆ ทันที
2. ทำให้หูหนวกชั่วคราวหรือหูหนวกถาวร เกิดจากการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมากเป็นเวลานาน ๆ
3. รบกวนการพักผ่อนและทำให้เสียสุขภาพ
4. ก่อให้เกิดความรำคาญและเสียสุขภาพจิต
5. ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
การแก้ปัญหา
1. ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี
2. ไม่ควรบรรทุกสัมภาระมากไป หรือขับด้วยความเร็วสูงหรือเร่งเครื่องแรง ๆ
3. ไม่ควรใช้แตรลมหรือบีบแตรโดยไม่จำเป็น
4. ควรใช้เครื่องป้องกันหูหรือใช้สำลีอุดหู รวมทั้งสร้างกำแพงกั้นเสียงหรือปลูกต้นไม้ตามแนวบ้าน
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31400-044000

ผลกระทบจากภาวะมลพิษทางเสียง 0

1ผลกระทบต่อการได้ยิน แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ
หูหนวกทันที เกิดขึ้นจากการที่อยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังเกิน 120 เดซิเบล
หูอื้อชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีระดับเสียงดังตั้งแต่ 80 เดซิเบลเอขึ้นไปในเวลาไม่นานนัก
หูอื้อถาวร เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีระดับความดังมากเป็นเวลานานๆ
1ด้านสรีระวิทยา เช่น ผลกระทบต่อระบบการหมุนเวียนของเลือด ต่อมไร้ท่อ อวัยวะสืบพันธุ์ ระบบประสาท และความผิดปกติของระบบการหดและบีบลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
2ด้านจิตวิทยา เช่น สร้างความรำคาญ ส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อน ผลต่อการทำงานและการเรียนรู้ รบกวนการสนทนาและการบันเทิง
3ด้านสังคม กระทบต่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ขาดความสงบ
4ด้านเศรษฐกิจ มีผลผลิตต่ำเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานลดลง เสียค่าใช้จ่ายในการควบคุมเสียง
5ด้านสิ่งแวดล้อม เสียงดังมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ เช่น ทำให้สัตว์ตกใจและอพยพหนี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87

แก้ปัญหาเสียงดังในโรงงาน 0

ทำไมต้องวิเคราะห์ปัญหาเสียงดังก่อนลงมือแก้ปัญหา

ช่วยให้ทราบถึงแหล่งกำเนิดเสียงหลักและแหล่งกำเนิดเสียงรอง
ด้วยเครื่องมือวัดเสียงที่แม่นยำ จะทำให้ทราบระดับความดังเสียงและคลื่นความถี่เสียง
ทำให้เลือกฉนวนกันเสียงหรือฉนวนซับเสียง ได้สอดคล้องกับงบประมาณที่ลูกค้ามีอยู่
ทำให้ทราบถึงระดับความน่าจะเป็นและค่าใช้จ่ายในการทำโครงการลดเสียงดัง
ช่วยประเมินระยะเวลาในการทำงานของการติดตั้งระบบลดเสียง และช่วงเวลาที่ต้องเริ่มโครงการ
ช่วยให้มีทางเลือกในการลดเสียงดังมากกว่าหนึ่งทางเลือก เช่น การแก้ปัญหาทางกลแทนการซับเสียง
ทำให้ทราบถึงอุปสรรคหรือข้อจำกัดจริงหน้างาน ก่อนลงมือติดตั้งระบบลดเสียงในโรงงานหรืออาคาร
รูปแบบในการวิเคราะห์ปัญหาเสียงดัง

สำรวจระดับเสียงทั้งพื้นที่ของแหล่งกำเนิดเสียง (comprehensive sound survey)
จัดทำแผนที่เสียง ในบริเวณโรงงาน (complete noise mapping)
ศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งระบบลดเสียงแบบต่างๆ (soundproof feasible study)

ต้องเสียงดังแค่ไหน ถึงจะกลายเป็นมลพิษทางเสียง และทำให้เกิดอันตรายได้? 0

สำหรับใครที่สงสัยว่าต้องเสียงดังแค่ไหนถึงจะกลายเป็นมลพิษทางเสียงอยู่ละก็ ตอนนี้โลกเราได้มีการกำหนดมาตรฐานสากลขึ้นแล้ว โดยกำหนดให้ความดังของเสียงนั้นต้องไม่เกิน 85 เดซิเบล สำหรับคนที่ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 90 เดซิเบล ถ้าหากทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน

โดยประเทศไทยเราเองก็มีกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานกับสภาพแวดล้อม กำหนดให้ระดับความดังของเสียงที่พนักงานควรได้รับติดต่อกัน ต้องไม่เกิน 90 เดซิเบล สำหรับคนทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และสำหรับคนทำงานวันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ต้องไม่เกิน 80 เดซิเบล ซึ่งคนที่ทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษทางเสียงแบบนี้ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินสูง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงเอาไว้ตลอดเวลา
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://officemate.blog/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87/

เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร 0

เสียง เป็นคลื่นกลที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุเกิดการสั่นสะเทือน จะทำให้เกิดการอัดตัว และขยายตัวของคลื่นเสียง และถูกส่งผ่านตัวกลางที่เป็นสสารอยู่ในสถานะ ก๊าซ ของเหลว ของแข็ง (คลื่นเสียงจะไม่ผ่านสุญญากาศ) ไปยังหู ทำให้ได้ยินเสียงเกิดขึ้น

เสียงเกิดขึ้น เมื่อวัตถุหรือแหล่งกำเนิดเสียง มีการสั่นสะเทือน ส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของอากาศที่อยู่โดยรอบกล่าวคือโมเลกุลของอากาศเหล่านั้นจะเคลื่อนที่จากตำแหน่งแหล่งกำเนิดเสียงไปชนกับโมเลกุลของอากาศที่อยู่ถัดออกไป จะเกิดการถ่ายโอนโมเมนตัมจากโมเลกุลที่มีการเคลื่อนที่ไปให้กับโมเลกุลของอากาศ ที่อยู่ในสภาวะปกติ จากนั้นโมเลกุลที่ชนกันจะแยกออกจากกันโดยโมเลกุลของอากาศที่เคลื่อนที่มาชนจะถูกดึงกลับไปยังตำแหน่งเดิมด้วยแรงปฎิกิริยา และโมเลกุลที่ได้รับการถ่ายโอนพลังงาน ก็จะเคลื่อนที่ต่อไปและไปชนกับโมเลกุลของอากาศที่อยู่ถัดไป เป็นดังนี้ไปเรื่อยๆ จนเคลื่อนที่ไปถึงหู เกิดการได้ยินขึ้น

ปรากฏการณ์นี้จะเกิดสลับกันไปมาได้เมื่อสื่อกลางหรือตัวกลางคืออากาศซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่น การเคลื่อนที่ของโมเลกุลอากาศจะเกิดเป็นคลื่นเสียง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://amfinewell.wordpress.com/2013/01/22/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%99-3/