เตือนภัยเสียงดัง 10 สถานที่ อาจทำให้หูหนวก 0

เตือนภัยเสียงดัง 10 สถานที่ อาจทำให้หูหนวก
เตือนภัยเสียงดัง 10สถานที่หูหนวก ในกรุงเทพฯ (มติชน)

เสียงดัง . . .รำคาญ ปวดหู

อาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ ด้วยความห่วงใย ทาง “ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ” ชมรมที่เกิดจากการรวมตัวของคนหลากหลายอาชีพ อาทิ แพทย์ สถาปนิก อาจารย์ พยาบาล ฯลฯ ที่มีความฝันอยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสงบ และสุขภาพดี จึงได้สำรวจสถานที่หนวกหูทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งมีความดังเกิน 50 เดซิเบล พบ 10 สถานที่ ที่เป็น “ภัย” ต่อโสตประสาท ของคนกรุง

รถไฟฟ้าบีทีเอส แม้จะนำความสะดวกสบายมาให้ในการเดินทาง แต่ข้อเสียอยู่ที่เสียงโฆษณาทั้งในและนอกขบวนรถที่ดังเกินไป, โรงภาพยนตร์, ห้างสรรพสินค้า แหล่งเกิดเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงประกาศ เสียงโฆษณาสินค้า แต่ที่หนักสุด คือ การจัดงานอีเว้นต์ ที่เปิดเสียงการจัดงานดัง จนเรียกว่าจัดที่ชั้น 1 ดังถึงชั้น 5 ซึ่งมีความดังถึง 85 เดซิเบล

อีกหนึ่งสถานที่ที่ให้ประโยชน์ทางกายแต่ให้โทษทางหู คือ สถานที่ออกกำลังกายในสวนสาธารณะ อย่างการเต้นแอโรบิค ซึ่งมักเปิดลำโพงยักษ์หันหน้าหาผู้เต้น งานนี้หูของคนรักสุขภาพต้องรับความดังของเสียง 75-82 เดซิเบล ลำโพงกลางแจ้ง ลำพังเสียงดังของการจราจรบนท้องถนนก็ดังอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันยังมีโทรทัศน์ขนาดยักษ์ เปิดเสียงดังแข่งกับเสียงรถให้คนผ่านไปมาได้ปวดทั้งหัว ปวดทั้งหู ซึ่งเสียงจากลำโพงกลางแจ้งดังกว่า 74 เดซิเบล

แหล่งมลพิษทางหูอีกแห่ง คือ เสียงนกหวีด บรรดา รปภ.มักจะสร้างมลพิษทางหูอยู่บ่อยๆ เรียกว่า เป่านกหวีดเป็นว่าเล่น รู้ไหมว่าการเป่านกหวีดแต่ละครั้งเป็นการสร้างมลพิษทางเสียงถึง 94 เดซิเบล

สถานที่สร้างมลพิษอีกที่คือ วัด ใครจะคิดว่างานวัดที่จัดกันอย่างเกลื่อนในวัดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมลพิษทางเสียงที่ดังกว่า 85 เดซิเบล ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คงไม่พ้นพระภิกษุ

นอกจากนี้ ยังรวมถึง สถานที่ที่มีการก่อสร้าง ทั้งการตอกเสาเข็ม เจาะคอนกรีต, ขนส่งมวลชน ที่มักติดตั้งโทรทัศน์ในรถโดยสาร และนิยมเปิดเสียงดังๆ

สุดท้าย เสียงเพื่อนบ้าน ทั้งเสียงตะโกน เสียงทะเลาะ เสียงการจัดงานเลี้ยง ร้องคาราโอเกะกลางแจ้งของเพื่อนบ้านก็นับเป็นมลพิษทางเสียงด้วย

อาจารย์อรญา สูตะบุตร อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ประสานงานชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ (www.quietbangkok.org) บอกว่า จากการลงพื้นที่สำรวจทั่วกรุงเทพฯ ปัญหาที่พบคือ มีการใช้โทรทัศน์จอยักษ์ เครื่องขยายเสียง และลำโพงมากขึ้นๆ ซึ่งอันตรายจากเสียงดัง เบื้องต้นจะทำให้เกิดความหงุดหงิด เครียด และหากยังไม่เร่งแก้ไข ผลในระยะยาวคือ การสูญเสียการได้ยินในที่สุด

“ระดับเสียงปกติที่ไม่เป็นอันตราย ควรต่ำกว่า 50 เดซิเบล แต่ขณะนี้ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ ระดับเสียงอยู่ที่ 70 เดซิเบล ซึ่งจุดยืนของกลุ่ม ไม่ต้องการให้กรุงเทพฯ ไร้เสียง แต่อยากให้ผู้ที่มีหน้าที่ทำให้เกิดเสียงดังตระหนักและควบคุมเสียงไม่ให้เกินกว่า 50 เดซิเบล แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ควรมีมาตรการในการจำกัดเวลาเปิดเสียงดัง เพื่อคนกรุงเทพฯ จะได้มีสุขภาพการได้ยินที่ดี”
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://hilight.kapook.com/view/37580 ด้วยค่ะ

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง ที่ไม่ได้มีแค่ “หูตึง” 0


หว่างเดินทาง ระหว่างทำงาน ระหว่างออกกำลังกาย หรือระหว่างทำกิจกรรมยามว่างต่างๆ การฟังเพลงผ่านหูฟังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนสมัยนี้ขาดไม่ได้ วันไหนไม่ได้หยิบมาจากบ้านคงจะหงุดหงิดน่าดู เพราะคนไทยชอบฟังเพลง ฟังกันได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา
แต่การใช้หูฟังฟังเพลงอย่างไม่ระมัดระวัง หรือแม้กระทั่งการใช้สมอลทอล์คคุยโทรศัพท์นานๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นคน “หูตึง” ได้อย่างไม่ทันตั้งตัว

อันตรายจากการใช้หูฟัง
– หูตึงเร็วขึ้น แทนที่จะรอให้แก่ตัวลงแล้วค่อยหูตึง คนไทยเริ่มหูตึง หรือเริ่มฟังไม่ค่อยได้ยินในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ
– ทำให้เราไม่ระมัดระวังตัวเอง เพราะเราไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง จึงเป็นช่องโหว่ที่โจรอาจจะเข้ามาขโมย หรือทำร้าย หรือหากใส่หูฟังขณะวิ่ง เดินริมถนน อาจมีเหตุอันตราย เช่น รถพุ่งเข้ามาเฉียดชน โดยที่เราอาจจะหนีไม่ทันเพราะไม่ได้ยิน

ใช้หูฟังแบบไหน เสี่ยงหูตึงที่สุด
ปัจจุบันมีหูฟังหลายประเภทให้เลือกใช้ ประเภท in-ear หรือแบบที่มีจุกเข้าไปอุดในรูหู เป็นที่นิยมที่สุด เพราะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวน แต่การใช้หูฟังประเภทนี้ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะหูตึงได้ง่ายกว่าหูฟังประเภทอื่นๆ รวมไปถึงอันตรายภายนอกจากการที่ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกด้วย

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง
จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เพลงก็ได้ อาจจะเป็นเสียงอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่การที่เราจะทนฟังเสียงดังๆ เป็นระยะเวลานานๆ เพลงก็เป็นส่วนสำคัญที่อาจทำร้ายสุขภาพของเราได้
นอกจากหูตึงแล้ว ยังมีอันตรายอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการฟังเสียงดังๆ นานๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นไม่ปกติ ซึ่งกำลังมีผู้ป่วยทั่วโลกที่เข้ารับการรักษาอาการผิดปกติเหล่านี้จากการใช้หูฟังนับล้านคน อีกทั้งในประเทศเบลเยี่ยมมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปอดแฟ่บเนื่องจากเนื้อปอดไม่สามารถขยายได้เหมือนปกติ จนอาจส่งผลให้ถุงลมในปอดแตก และเสียชีวิตเลยทีเดียว

ระดับความดังของเสียงต่างๆ
(ระดับปลอดภัยคือ ไม่เกิน 85 เดซิเบล)
– การจราจรบนนถนน = ไม่เกิน 85 เดซิเบล
– เลื่อยไฟฟ้า = 90 เดซิเบล
– เจ็ทสกี = 100 เดซิเบล
– คอนเสิร์ต หรือสถานที่เที่ยวกลางคืน = 105-120 เดซิเบล
– เปิดวิทยุดังๆ ในรถยนต์ = อาจมากถึง 120 เดซิเบลได้
– เสียงกระสุนปืน เมื่อยืนห่างจากจุดลั่นไกราว 2-3 ฟุต = 140 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เกิดอาการปวดหูในบางคนได้
ดังนั้น การใช้หูฟังแต่พอดี เลือกเปิดเสียงไม่ดังเกิน 85 เดซิเบล หรือเปิดเสียงดังไม่เกิน 70% ของระดับเสียงในมือถือ หรือเครื่องเล่นเพลงที่ใช้ประจำ ทดสอบโดยเปิดฟังแล้วพอจะได้ยินเสียงรอบข้างบ้าง เลือกใช้หูฟังประเภท ear bud หรือครอบหูแบบที่ไม่ครอบทั้งใบหู หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เสียงดังนานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เสียงดัง ควรใช้ที่อุดหู เพื่อถนอมสุขภาพหู รวมไปถึงถนอมสุขภาพของตัวเองไปด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.sanook.com/health/7841/ ด้วยค่ะ

เสียงดัง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ? 0

ระดับความดังของเสียงมีผลต่อสุขภาพคนเรามากกว่าที่คิด เพราะหากเสียงดังเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยิน หรืออาจกระทบต่อส่วนอื่น ๆ ภายในร่างกายได้ คนในสังคมเมืองปัจจุบันมักชอบใส่หูฟังตลอดเวลา หรือชอบทำกิจกรรมอย่างการไปฟังเพลง ดูหนัง หรือไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ซึ่งล้วนเสี่ยงเผชิญกับเสียงดังอันทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพตามมาได้ ดังนั้น ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับระดับความดังของเสียงที่อาจเป็นอันตราย ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงผลกระทบเหล่านั้น เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพและระบบการได้ยิน

เสียงดังแค่ไหนถึงจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ?
กิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันนั้นมีระดับเสียงเบาดังแตกต่างกัน อย่างเสียงคุยกันปกติจะมีความดังประมาณ 60 เดซิเบล ซึ่งถือว่าไม่เป็นอันตราย แต่ระดับเสียงที่อาจเป็นอันตราย คือ เสียงที่มีความดังประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป อย่างเสียงการจราจรบนท้องถนน ซึ่งหากได้ยินความดังระดับนี้เป็นเวลานานอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากได้ยินเสียงที่มีความดังระดับ 120 เดซิเบลขึ้นไป อย่างเสียงไซเรนของรถพยาบาล อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการได้ยินในทันที
เสียงดังเกินไปส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ?
เสียงที่ดังเกินไปไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญอย่างเดียว แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จนอาจทำให้สูญเสียการได้ยิน หรือเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงบางชนิดได้
โดยผลกระทบของเสียงดังที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพของเรา มีดังนี้
ผลกระทบต่อการได้ยิน
ในหูของคนเราจะมีเส้นขนจำนวนมากทำหน้าที่รับเสียงและแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังสมอง ซึ่งเสียงที่ดังเกินไปจะทำให้เส้นขนเหล่านั้นได้รับความเสียหาย จึงทำให้มีปัญหาในการได้ยิน นอกจากนี้ การได้ยินเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานานยังอาจทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อมจากการทำงาน หรือถึงขั้นทำให้หูหนวกได้
ผลกระทบต่อการนอน
เสียงที่ดังเกินไปจะกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา จึงรู้สึกไม่ผ่อนคลายจนอาจทำให้นอนไม่หลับและส่งผลให้ง่วงระหว่างวันได้ อีกทั้งการพักผ่อนไม่เพียงพอติดต่อกันเป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอีกหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ เป็นต้น
ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
เสียงที่ดังเกินไปนั้นส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนประเภทนี้จะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสชนิดต่าง ๆ มากขึ้น จนอาจนำไปสู่การเจ็บป่วยได้
ผลกระทบต่อสมาธิและอารมณ์ความรู้สึก
การที่ต้องอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้สมาธิหรืออารมณ์ความรู้สึกได้ หากต้องนั่งทำงานในห้องที่มีเสียงดังตลอดเวลา คงใช้สมาธิได้ไม่เต็มที่และไม่มีความสุขเท่าใดนัก อีกทั้งเสียงดังยังทำให้ผู้ที่มีความเครียดหรือความกังวลใจอยู่แล้วมีอาการหนักไปกว่าเดิมได้ด้วย
ผลกระทบต่อสมอง
มีการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า เสียงที่ดังเกินไปจะทำให้ปลายประสาทที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์รับเสียงภายในหูไปสู่สมองนั้นเกิดความเสียหาย จนอาจทำให้สมองเกิดการอักเสบ และการสูญเสียการได้ยินจากเสียงที่ดังเกินไปนั้นก็อาจนำไปสู่โรคสมองเสื่อมได้
ผลกระทบต่อทารกในครรภ์
นอกจากเสียงดังจะมีผลกระทบต่อผู้ที่ได้ยินแล้ว ยังอาจส่งผลต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ได้อีกด้วยถึงแม้มารดาจะใส่เครื่องป้องกันเสียงแล้วก็ตาม ดังนั้น หากกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดังด้วย
เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
แม้จะยังไม่ได้ยืนยันแน่ชัด แต่ก็มีการวิจัยพบว่าเสียงรบกวนในระหว่างทำงานนั้นเกี่ยวข้องกับระดับความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ด้วยเช่นกัน
วิธีป้องกันการเผชิญกับเสียงดังจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ในขณะที่สังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยมลพิษทางเสียงที่มีอยู่รอบตัว บนถนนก็มีเสียงแตรรถและเครื่องยนต์ ที่ทำงานก็อาจมีเสียงจากไมโครโฟนในห้องประชุม ตามห้างสรรพสินค้าก็ยังมีเสียงโฆษณาอีกมากมาย ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับเสียงที่ดังเกินไป และหาทางป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากเสียงดัง อาจทำได้ ดังนี้
หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง
ใส่เครื่องป้องกันเสียง อย่างที่อุดหู หรือที่ครอบหู
ลดระดับเสียงเพลง เสียงทีวี หรือเสียงจากเครื่องเล่นต่าง ๆ ลง
หยุดพักจากสถาณการณ์ที่มีเสียงดัง เช่น ออกมาจากห้องประชุมสักครู่หนึ่ง หรือพักจากการฟังสัมนา เป็นต้น
ปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนใช้ยารักษาใด ๆ เพราะยาบางชนิดอาจมีผลกระทบต่อการได้ยินได้
ตรวจวัดระดับการได้ยินที่โรงพยาบาลตามเหมาะสม
นอกจากนี้ หากประกอบอาชีพที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเสียง หรือสถานที่ทำงานมีเสียงดังตลอดเวลา ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินการได้ยินเป็นระยะ รวมทั้งหากรู้สึกได้ยินเสียงไม่ชัดเจน หรือมีความผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้นกับการได้ยิน ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttps://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA ด้วยค่ะ

รู้จักระดับความดังของเสียง คนเรารับเสียงดังได้มากแค่ไหน? 0


“หู” นับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายของเรา เพราะแทบจะทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน มักจะมี “เสียง” เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นทำให้แต่ละวัน หูของเราจะถูกใช้งานอย่างสารพัด
วันนี้เราเลยพามารู้จักกับ “ระดับความดังของเสียง” หรือ “เดซิเบล” ที่ถูกใช้เป็นตัวกำหนดว่าเสียงที่เราเจอในชีวิตประจำวันควรดังประมาณไหน หรือดังแค่ไหนจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย
โดยปกติแล้ว เสียงมีหน่วยวัดอยู่หลายหน่วย แต่เดซิเบล (dB) คือหน่วยการวัดระดับความดังเสียงที่เข้าใจง่ายและนิยมในปัจจุบัน โดยการวัดความดังเสียงในหน่วยเดซิเบล (เอ) จะถูกแบ่งออกเป็นระดับเทียบกับเสียงที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้

– ระดับเบามาก (0-20 dB) เช่น เสียงหายใจ เสียงกระซิบ นั่นแปลว่าเสียงที่มนุษย์เริ่มได้ยินก็คือตั้งแต่ 0 dB เลย
– ระดับเบา (30-40 dB)ช่น เสียงในห้องสมุด เสียงห้องนอนตอนกลางคืน
– ระดับปานกลาง (50-60 dB) เช่น เสียงฝนตกเบาๆ เสียงพูดคุยทั่วไป
– ระดับดัง (70-80 dB) เช่น เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงนกหวีด และไม่ควรฟังเสียงที่ดังตั้งแต่ 85 dB ขึ้นไปเป็นเวลานานๆ เพราะอาจสูญเสียการได้ยิน
– ระดับดังมาก (90-100 dB) เช่น เสียงเครื่องตัดหญ้า เสียงโรงงาน
– ระดับดังสุดๆ (110-140 dB) เช่น เสียงเพลงแดนซ์ในผับ เสียงคอนเสิร์ตร็อค เสียงเครื่องบินเจ็ต โดยไม่ควรได้รับเสียงตั้งแต่ 100-120 dB เกิน 1-2 ชม. และเมื่อเสียงดังถึง 130 dB จะเริ่มมีอาการปวดหู
เมื่อทราบกันแล้ว ใครที่รู้ตัวว่าอยู่ในสถานการณ์ที่มีเสียงดังบ่อยๆ เมื่อมีโอกาสก็ควรหลีกเลี่ยงนะ โดยสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้ ในกรณีที่มีการใช้เสียงดังบริเวณใกล้เคียง ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (2540) ซึ่งกำหนดมาตรฐานความดังเสียงทั่วไปสูงสุดไม่เกิน 115 dB
นอกจากนี้ บริเวณที่มีการก่อเสียงดังรบกวน เช่น
– การตั้งวงเหล้า
– จัดปาร์ตี้
– เปิดเพลงเสียงดัง
– ข้างบ้านตะโกนไฟไหม้ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
– สุนัขเห่า
– เปิดทีวีเสียงดัง
– เสียงคนทะเลาะกัน
– ขนของเสียงดัง
– เสียงก่อสร้างต่อเติมบ้าน
ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม.370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
ส่วนเสียงสุนัขเห่า อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.397 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากด้วยค่ะ

รู้จักระดับความดังของเสียง คนเรารับเสียงดังได้มากแค่ไหน?

อาวุธเสียงที่ไร้เสียงมีจริงหรือไม่ ? 0

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตอเมริกันที่กรุงฮาวานาของคิวบาอย่างน้อย 16 คน ได้อ้างว่ามีอาการป่วยประหลาดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาการป่วยนี้รวมถึงหูดับ สูญเสียความสามารถในการได้ยินชั่วคราว รวมทั้งอาการอื่นๆ ที่คล้ายกับถูกโจมตีด้วย “อาวุธเสียง” หรือการถูกทำร้ายด้วยคลื่นเสียงรบกวน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมานานในด้านการทหารและการปราบจลาจล อย่างไรก็ตาม เหตุในครั้งนี้มีความแปลกประหลาดยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่มีผู้ได้ยินเสียงผิดปกติใดๆ ขณะเกิดเหตุแม้แต่คนเดียว
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เหตุโจมตีดังที่อ้างเกิดขึ้นที่บริเวณบ้านพักของบุคลากรสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้ก่อเหตุจะลอบโจมตีอย่างเงียบเชียบ และหลบหนีไปได้อย่างง่ายดายในขณะที่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ “อาวุธเสียง” ที่ควรจะมีขนาดใหญ่พอสมควร ยังไม่มีผู้ใดทราบชัดว่า มีการใช้อาวุธเสียงรุ่นใหม่ที่สามารถโจมตีได้อย่างเงียบเชียบหรือไม่ หรืออาวุธเสียงแบบที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือเปล่าในปัจจุบัน
เสียงทำอันตรายได้อย่างไร ?
เสียงที่ดังหรือคลื่นเสียงที่รุนแรงเกินไป อาจสร้างความเสียหายแก่เซลล์เส้นขนที่หูชั้นใน ซึ่งเป็นตัวรับคลื่นเสียงและส่งสัญญาณไปยังสมองได้ ทำให้คนเราต้องสวมเครื่องป้องกันหรือใช้ที่อุดหูเวลาได้ยินเสียงดัง มิเช่นนั้นอาจเกิดอาการหูดับหรือเกิดเสียงรบกวนภายในหูในภายหลัง
นอกจากส่งผลกระทบต่อการได้ยินแล้ว ผู้ที่ถูกโจมตีด้วยคลื่นเสียงรบกวนยังมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ เกิดตะคริวที่กล้ามเนื้อท้องหรือปวดเกร็งที่ท้อง บางรายอาจถึงขั้นเกิดความเสียหายที่สมองได้
อาวุธเสียงที่ไม่มีเสียงจะทำงานอย่างไร ?
ความเป็นไปได้ของอาวุธชนิดนี้มีอยู่สองทาง คือใช้คลื่นเสียงในย่านที่มีความถี่ต่ำเกินไป หรือไม่ก็มีความถี่สูงเกินไปกว่าที่หูของมนุษย์จะสามารถได้ยิน
สำหรับคลื่นความถี่ต่ำนั้น ต้องมีความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิร์ตซ์ หรือที่เรียกว่าอินฟราซาวด์ (Infrasound) ซึ่งเป็นระดับที่สัตว์อย่างช้าง วาฬ หรือฮิปโปโปเตมัสใช้สื่อสารกัน หากมีการขยายคลื่นเสียงนี้ให้รุนแรงขึ้น ผู้ที่สัมผัสกับคลื่นเสียงดังกล่าวจะเกิดอาการวิงเวียน ทรงตัวไม่อยู่ หรือในกรณีที่รุนแรงอาจไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้
อย่างไรก็ตาม ดร.โทบี เฮย์ส ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคลื่นเสียงได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารนิวไซแอนทิสต์ว่า การโจมตีด้วยคลื่นเสียงแบบนี้จะต้องใช้ลำโพงขยายเสียงความถี่ต่ำจำนวนมาก ทำให้การลอบโจมตีด้วยวิธีนี้น่าจะทำได้ยาก

ส่วนคลื่นเสียงความถี่สูงที่เกินความสามารถการได้ยินของมนุษย์ หรืออัลตราซาวด์ ต้องมีความถี่สูงกว่า 20 กิโลเฮิร์ตซ์ขึ้นไป ซึ่งแม้จะฟังไม่ได้ยิน แต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายกับหูบางส่วนได้ คลื่นเสียงชนิดนี้นับว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นตัวการก่อเหตุในกรณีเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯในคิวบา เพราะมีการใช้แพร่หลายแล้วในทางการแพทย์ และมีลำโพงสำหรับใช้งานทั่วไปที่หาได้ง่าย สามารถใช้ส่งคลื่นอัลตราซาวด์ผ่านผนังหรือกำแพงได้
อย่างไรก็ตาม การโจมตีด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ยังมีข้อจำกัดอยู่ว่า อุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะติดตั้งกับแบตเตอรีที่มีขนาดใหญ่เช่นกัน เพื่อให้มีพลังในการโจมตีเพียงพอ แต่การใช้งานก็เสี่ยงที่จะทำอันตรายแก่ผู้ที่ไม่ใช่เป้าหมายในบริเวณโดยรอบ รวมทั้งตัวผู้ก่อเหตุโจมตีเองด้วย
นายสตีฟ กู๊ดแมน ผู้เขียนหนังสือ “สงครามคลื่นเสียง” (Sonic Warfare) บอกกับบีบีซีว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคลื่นเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินนั้นจะทำให้สูญเสียการได้ยินได้จริงหรือไม่ เพราะข้อมูลในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอที่จะกล่าวเช่นนั้นได้
ใครมีเทคโนโลยีแบบนี้อยู่บ้าง ?
เอลิซาเบธ ควินทานา นักวิจัยอาวุโสจากราชสถาบันรวมเหล่าทัพเพื่อการศึกษาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (RUSI) ของสหราชอาณาจักรบอกว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าประเทศใดมีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อยู่บ้าง ด้านคิวบาเองก็ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบโจมตีที่อ้างว่าเกิดขึ้นครั้งนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศที่สามซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ จะเป็นผู้ก่อเหตุขึ้น
ก่อนหน้านี้มีการใช้งานปืนใหญ่คลื่นเสียง (Sound Cannon) กันอยู่แล้วในหลายแห่งทั่วโลก เช่น มีการติดตั้งกับเรือตรวจการณ์เพื่อใช้ขับไล่โจรสลัดในทะเล หรือใช้ในการปราบจลาจลที่ค่อนข้างรุนแรง โดยสามารถส่งเสียงดังสูงสุดถึง 150 เดซิเบลได้ในระยะ 1 เมตร และทำให้เกิดอาการหูดับได้ในรัศมี 15 เมตร บางรุ่นสามารถได้ยินไปไกลกว่า 1 ไมล์ แต่ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์สามารถได้ยินเสียงของมันได้ ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สถานทูตสหรัฐฯ ในคิวบา
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.bbc.com/thai/international-41064919 ด้วยค่ะ