Posts By: Bow

WHO เตือน คนตายจากมลพิษทางอากาศปีละ 7 ล้านคน

องค์การอนามัยโลก เตือน มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คนต่อเนื่องปีละ 7 ล้านคน โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือผู้หญิงและเด็กในประเทศยากจน
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เผยเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นว่า มลพิษทางอากาศยังคงคร่าชีวิตผู้คน 7 ล้านคน ในแต่ละปี ส่วนใหญ่เป็นคนในประเทศยากจนของเอเชียและแอฟริกา ขณะที่ประชากรบนโลก 9 ใน 10 คน ต้องหายใจเอาอากาศที่สกปรกเข้าไปในร่างกาย

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศทั่วโลกของ WHO ระบุด้วยว่า 1 ใน 4 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็งปอด อาจเกิดจากมลพิษทางอากาศ ตัวเลขเหล่านี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนๆ เนื่องจากมลพิษทางอากาศกลางแจ้งทั่วโลกยังคงสูงและส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง
ขณะที่มลพิษทางอากาศในที่ร่มเริ่มเลวร้ายลง เนื่องจากผู้คนโดยเฉพาะในประเทศยากจน ยังคงใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็งหรือน้ำมันก๊าดในการประกอบอาหารแทนที่จะใช้พลังงานสะอาด เช่น แก๊ส และพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศสูงสุดคือผู้หญิงและเด็ก
WHO ประเมินจากข้อมูลดาวเทียมและจำลองแบบจากฐานข้อมูลกว่า 4,300 เมือง ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับรายงานฉบับล่าสุดของ WHO เมื่อปี 2559 WHO ยังวางแผนจัดการประชุมเรื่องมลพิษทางอากาศและสุขภาพเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก https://news.mthai.com/world-news/638475.html?fbclid=IwAR38zVi3VWcy6UXDLbwMf2pwVj6zyCYAQ4kfNqERFEXxHFzbimWUbmE04O4 ด้วยค่ะ

การลดผลกระทบทางเสียงจากสถานบันเทิง

การควบคุมเสียงจากอาคารที่ใช้แสดงดนตรีเต้นรำ รำวงรองเง็ง ดิสโก้เทค คาราโอเกะ หรือการแสดงอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบกิจการ ต้องให้ความสำคัญ ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบด้านระดับเสียงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้พักอาศัยในอาคารข้างเคียง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการรับฟังเสียงให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในอาคารนั้น
การควบคุมเสียงจากอาคารที่ใช้แสดงดนตรี
1.การลดระดับเสียง ทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ ต้องพิจารณาจากแหล่งกำเนิดเสียงว่าอยู่ภายในหรือภายนอกอาคาร ดังนี้
1.1.การลดเสียงจากภายในอาคาร
• การลดเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงโดยตรง สามารถใช้แผงกั้นระหว่างต้นกำเนิดเสียงกับผู้ฟัง เช่น ห้องที่มีผนังหนาทึบส่วนเสียงสะท้อนสามารถลดโดยการใช้วัสดุดูดซับเสียงที่ผนังโดยเฉพาะด้านที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อนมาก
• การลดเสียงที่มาตกกระทบ โดยใช้วัสดุดูดซับเสียงและวัสดุป้องกันเสียง เช่น การใช้แผ่นฉนวนใยแก้วบุเสริมตรงผนังด้านที่เป็นทางต้นกำเนิดเสียง
• การวางผังอาคาร โดยการแยกบริเวณที่มีเสียงดังออกจากบริเวณที่ต้องการความเงียบหรือกั้นพื้นที่สองส่วนนี้ด้วยห้องอื่น ๆ
1.2.การลดเสียงจากภายนอกอาคาร
• ควบคุมด้วยระยะทาง ทุกระยะห่างจากต้นกำเนิดเสียงความดังของเสียงจะลดลง เช่น หากที่ดินเราอยู่ติดถนนอาจจะวางตำแหน่งของบ้านให้ไกลออกจากถนนให้มากที่สุด
• หลีกเลี่ยงบริเวณที่เสียงกระทบโดยตรง เช่น การทำแผ่นหรือผนังกันเสียง ที่จะช่วยกั้นเสียงและลดความเข้มของเสียงโดยตรงก่อนที่จะถึงตัวอาคาร
• วางผังอาคาร โดยให้พื้นที่ใช้สอยส่วนที่ไม่ต้องการความเงียบมากเป็นตัวป้องกันเสียง หรือกำหนดตำแหน่งช่องเปิดของอาคารหลีกเลี่ยงแนวทางของเสียง
• เลือกใช้วัสดุกันเสียงให้กับกรอบอาคาร เช่น การบุฉนวนใยแก้วให้กับผนังกรอบอาคาร เลือกใช้กระจกสองชั้น หรือใส่ฉนวนกันเสียงให้กับส่วนหลังคาอาคาร
2.การเลือกวัสดุโครงสร้างอาคารและวัสดุดูดซับเสียงวัสดุโครงสร้างอาคาร หรือวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของอาคารมีคุณสมบัติในการลดระดับเสียงได้ โดยมีหลักการคือ วัสดุนั้นจะทำการดูดซับพลังงานเสียงเอาไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์โดยการหักเหหรือการกระจายภายใน ทั้งนี้ วัสดุแต่ละชนิดจะมีความสามารถในการลดระดับเสียงไม่เท่ากัน ดังนั้น
Federal Highway Administration (FHWA) ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้ทำการศึกษา โดยความสามารถลดระดับเสียงที่ทะลุผ่านของวัสดุต่างๆ เช่น คอนกรีตบล๊อก ขนาด 200x200x405 มิลลิเมตร ชนิดน้ำหนักเบา หนา 200 มิลลิเมตร มีความสามารถลดระดับเสียงที่ทะลุผ่านได้ 34 เดซิเบลเอ เป็นต้น วัสดุดูดซับเสียง สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับฟังเสียงให้แก่ผู้อยู่ในอาคารที่มีการแสดงดนตรีได้นอกเหนือจากการลดผลกระทบด้านระดับเสียง กล่าวคือ
ช่วยลดเสียงสะท้อน และทำให้เสียงมีการกระจายไป
ในทิศทางที่เหมาะสม วัสดุดูดซับเสียง ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีหลาย
ลักษณะ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
• วัสดุดูดซับเสียงที่โปร่งเบาเป็นฝอย หรือรูพรุน เช่น
ฉนวนเยื่อกระดาษเซลลูโลส ฉนวนใยหิน ฉนวนใยแก้ว ฉนวน
โฟมโพลียูรีเทน เหมาะสำหรับดูดซับเสียงที่มีความถี่สูง
• วัสดุดูดซับเสียงที่มีผิวปรุเป็นรู จะเพิ่มพื้นที่ผิวในการ
รับเสียง เช่น แผ่นดูดซับเสียงยิบซับบอร์ดที่มีรู แผ่นชานอ้อย
แผ่นไม้กอร์ก
• วัสดุดูดซับเสียงที่เป็นเยื่อแผ่น เช่น ผนังที่มีหลายชั้น
กระจกสองชั้น หรือการติดผ้าม่านให้กับผนังหรือช่องเปิด
เหมาะสำหรับดูดซับเสียงที่มีความถี่ต่ำ
• วัสดุดูดซับเสียงที่มีพื้นผิวมาก จะช่วยลดเสียงสะท้อน
เช่น ผนังที่มีการออกแบบ เป็นช่องๆ รูปแบบต่างๆ

————————————————————————————
————————————————————————————

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก http://www.pcd.go.th/public/Publications/print_journal.cfm… ด้วยค่ะ

————————————————————————————
————————————————————————————

สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 
http://www.geonoise.co.th/ 
https://www.geonoise.com/
สามารถติดต่อเราได้ที่
Tel Office : 02-003-5904,081-9641982
Line : @geonoise

————————————————————————————
————————————————————————————

#Geonoise #GeonoiseThailand #Norsonic #Impedancetube #ตรวจวัดเสียง #เสียงรบกวน #เครื่องวัดเสียง #จำหน่ายเครื่องวัดเสียง #รับปรึกษาปัญหาเรื่องเสียง #ควบคุมเสียง #SoundSource #BuildingAcoustics#เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน 
#โปรแกรมเสียง #บริการสอบเทียบ #Calibration #NoiseAlarm#SoundPLAN #NoiseAtWork #Noisecontour #มลพิษทางเสียง#Acoustic #เครื่องวัดฝุ่น #Dustmate #หาแหล่งกำเนิดเสียง #วิเคราะห์เสียง #Measurement #Microphone #NoiseTraining #เครื่องแกะสลักแผงวงจร

เกร็ดความรู้เรื่องมลพิษทางเสียง

เกร็ดความรู้เรื่องมลพิษทางเสียง (กรมควบคุมมลพิษ)
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงรบกวนในเมือง
แหล่งกำเนิดเสียงที่เป็นปัญหามากที่สุดในเมือง คือ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เรือหางยาวและรถอื่น ๆ ที่มีการดัดแปลงท่อไอเสีย
เลี่ยงจากการรับฟังเสียงดังอย่างไร
หลีกเลี่ยงที่ที่มีเสียงดังมากๆ  หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้เครื่องป้องกันหู เช่น ที่อุดหูหรือที่ครอบหู แต่ทางที่ดีที่สุด ควรป้องกันและแก้ไขจากต้นเหตุ
อันตรายจากเสียงดัง  อันตรายต่อการได้ยิน
# หูหนวกเฉียบพลัน เกิดจากการได้ยินเสียงดังมาก ๆ ทันที เช่น เสียงระเบิด
# หูหนวกชั่วคราวหรือหูหนวกถาวรเกิดจากการอยู่ในที่มีเสียงดังมากเป็นเวลานาน ๆ
อันตรายต่อสุขภาพทั่วไปและต่อจิตใจ
# รบกวนการพักผ่อน นอนหลับ
# ก่อให้เกิดความรำคาญและรบกวนการสื่อสารที่ใช้เสียง
# รบกวนการทำงานและประสิทธิภาพของการทำงานลดลง
# เกิดความเครียดและเสียสุขภาพจิต
# อาจเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและแผลในกระเพาะอาหาร
หูของท่านปกติหรือไม่
มีวิธีการตรวจอย่างง่าย ๆ 2 วิธี คือ
# ให้ท่านยืนหันหลังห่างจากเพื่อนของท่าน 5 ฟุต แล้วให้เพื่อนเรียกชื่อท่านด้วยเสียงดังตามปกติ ถ้าท่านได้ยินให้ขานตอบ ทำซ้ำ 5 ครั้ง ถ้าไม่ได้ยินเสียงเรียกแสดงว่าหูของท่านอาจผิดปกติ
# ให้ท่านกำมือแล้วใช้นิ้วชี้ถูกับนิ้วหัวแม่มือห่างจากหูประมาณ1 เซนติเมตร และฟังเสียง ทดลองกับหูทีละข้าง ถ้าไม่ได้ยินเสียงต้องรีบปรึกษาแพทย์
จะรู้ได้อย่างไรว่าบริเวณใดมีเสียงดังถึงขึ้นอันตราย
# ถ้ายืนพูดคุยกันในระยะห่างประมาณหนึ่งช่วงแขนแล้วไม่ได้ยินและไม่เข้าใจกัน แสดงว่าบริเวณนี้มีเสียงดังถึงขั้นอันตราย
# ใช้มาตรระดับเสียงตรวจระดับเสียงบริเวณนั้น องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (USEPA) เสนอแนะว่าผู้ที่ได้รับเสียงเฉลี่ยเกิน70 เดซิเบลเอ อย่างต่อเนื่อง 24ชั่วโมง เป็นระยะเวลานานจะกลายเป็นคนหูตึง
การแก้ไขปัญหาเสียงดังจากรถและเรือ
# ใช้ท่อไอเสียที่มีเครื่องระงับเสียงและได้มาตรฐาน มอก. ในกรณีรถจักรยานยนต์และรถยนต์
# ไม่ดัดแปลงท่อไอเสีย ให้มีเสียงดัง
# ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ
# ไม่ควรใช้แตรลมหรือใช้แตรโดยไม่จำเป็นขณะอยู่ในเขตพื้นที่อยู่อาศัย
# ไม่ใช้ความเร็วสูง หรือเร่งเครื่องยนต์แรง ๆ
# ไม่บรรทุกภาระมากเกินไป
มาตรฐานและวิธีการตรวจวัดระดับเสียงจากรถและเรือ
1. ให้จอดรถหรือเรืออยู่ในเกียร์ว่าง
2. เร่งเครื่องยนต์ให้ความเร็วรอบสูงสุดในกรณีรถยนต์หรือเรือที่ใช้เครื่องยนต์ ดีเซล หรือเร่งเครื่องยนต์ให้มีความเร็วรอบเท่ากับ 3/4 ของความเร็วรอบสูงสุดในกรณีใช้เครื่องยนต์เบนซินหรือรถจักรยานยนต์ที่ มีความเร็วรอบสูงสุดไม่เกิน 5,000 รอบต่อนาที และเร่งเครื่องยนต์ให้มีความเร็วรอบเท่ากับ 1/2  ของความเร็วรอบสูงสุด ในกรณีเป็นรถจักรยานยนต์ ที่มีความเร็วรอบสูงสุดกว่า 5,000 รอบต่อนาที

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก http://icare.kapook.com/globalwarming.php?ac=detail&s_id=3&id=2235 ด้วยค่ะ

ลดมลพิษทางเสียง ด้วยความเงียบจากรถยนต์ไฟฟ้า

มลภาวะทางเสียงจากการจราจรกลายเป็นภัยคุกคามอันดับสองต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน นิสสัน เอเชีย และโอเชียเนีย ได้เผยแพร่ผลศึกษามลภาวะทางเสียงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักถึง ซึ่งการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100%
 สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้นนี้
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) 
การได้รับมลภาวะทางเสียงในระยะยาว จากการจราจรที่สูงกว่า 53 เดซิเบล (
dB) 
อาจส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ การสูญเสียการได้ยิน หรือแม้กระทั่งภาวะหัวใจวาย ซึ่งระดับเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น ทั่วทั้งเอเชียและเมืองใหญ่ของโอเชียเนียอย่าง กรุงเทพ

โฮจิมินห์ซิตี้

จาการ์ตา

ฮ่องกง

มะนิลา

เมลเบิร์น

สิงคโปร์, และ โซล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 76
 เดซิเบล หรือเกือบ 

เท่าของระดับเสียงที่เหมาะสม โดยเสียงรบกวนเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในเมือง เมื่อเวลาผ่านไปและเทียบเท่ากับเสียงรบกวนจากนาฬิกาปลุกเสียงเรียกเข้า (ประมาณ 
80 
เดซิเบล) ในทางกลับกันระดับมลภาวะทางเสียงที่ลดลงจะสามารถลดความรู้สึกหงุดหงิดบนท้องถนน เพิ่มประสิทธิภาพด้านการรับรู้ และให้ผลดีหลายด้านเพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้น นิสสันได้ทำการวัด และเปรียบเทียบระดับเสียงของถนนในเมืองทั่วไป กับถนนที่มีระดับเสียงจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% 
โดยใช้เครื่องวัดระดับเสียง ผลลัพธ์แสดงระดับเสียงรบกวนบนท้องถนนทั่วไปสูงสุดที่ 
90
 เดซิเบล เมื่อเทียบกับเสียงที่เกิดจากรถยนต์ไฟฟ้า อย่าง นิสสัน ลีฟ เกิดเสียงดังเพียง 
21
 เดซิเบล หรือมีความเงียบกว่าห้องสมุด (ประมาณ 30 
เดซิเบล) 
และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเสียงที่มาจากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล ที่ประมาณ 
76 
เดซิเบล รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นตัวเลือกที่ช่วยลดมลพิษทางเสียงจากการจราจร ประโยชน์ที่ได้รับในระดับสังคมอาจรวมถึงมูลค่าทรัพย์สินที่จะเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มจำนวนกิจกรรมต่างๆจากผู้ที่ใช้สัญจรไปมารวมถึงการปฏิสัมพันธ์ของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น
ยูตากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคของเอเชีย และโอเชียเนีย เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวของเมืองในเอเชียนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้มลภาวะทางเสียงกลายเป็นปัญหาที่สำคัญ ซึ่งเราสามารถรวมตัวกันเพื่อลดปัญหานี้ และจากการทดสอบนี้ บ่งชี้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า 100% 
อย่าง นิสสัน ลีฟ ซึ่งมีระบบขับเคลื่อนที่เงียบ และไร้มลพิษ จะมีศักยภาพในการลดปัญหามลพิษจากสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างสูงโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียและโอเชียเนีย ในขณะที่เราก้าวไปสู่อนาคต นิสสันมุ่งมั่นการเปลี่ยนวิธีการขับเคลื่อน การใช้พลังงาน และการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายในการเพิ่มคุณค่า เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกับเมืองให้มีความน่าอยู่และมีความสุขมากขึ้นในอนาคต

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก https://www.thaipost.net/main/detail/34927 ด้วยค่ะ

เตือน 4 ภาคตอนบน ฝนหนัก-ลมแรง ใต้ฝนเพิ่ม กทม.เมฆมาก ฝนร้อยละ 30

อุตุฯ เผยไทยมีอากาศร้อน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงเพิ่มขึ้น-ฝนตกหนักบางแห่งภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก เตือนประชาชนระวังอันตราย อันดามันคลื่นสูง 2 เมตร บริเวณมีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอชาวเรือเดินเรือระมัดระวัง 

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.62 กรมอุตุนิยมวิมทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีอากาศร้อน และมีฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรงเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง โดยหลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ บ้านเรือนที่ไม่แข็งแรง รวมถึงอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามัน เดินเรือด้วยความระมัดระวัง 

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลาง พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงปกคลุมประเทศเวียดนามและทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรงเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ อากาศร้อน กับมีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอนเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-39 องศงเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อน กับมีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลยหนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อน กับมีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ และชัยนาท อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัฉะเชิงเทราชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส 
ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 20-35 กม./ชม. 
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก
https://www.thairath.co.th/news/local/1572975 ด้วยค่ะ