Posts By: Michel Rosmolen

วิ้ง วิ้ง……เสียงอะไรในหู

         เสียงดังในหู เป็นความผิดปกติทางหูที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยหรือไม่ หรือเพราะรำคาญทำให้นอนหลับยาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงดังนี้ เฉพาะตัวผู้ป่วยเอง ผู้อื่นไม่ได้ยินเสียงนี้ด้วย ผู้ป่วยมักบอกว่าเสียงดังในหูนั้นคล้ายเสียงจักจั่น หรือจิ้งหรีดร้องอยู่ภายใน อาจเป็นเสียงหึ่งๆ วิ้งๆ ซ่าๆ ไม่เฉพาะข้างใดข้างหนึ่งแต่เกิดทั้ง 2 ข้างได้ มักได้ยินชัดขึ้นในเวลากลางคืน ในที่เงียบๆ ผู้ป่วยอาจมีเสียงดังในหูอย่างเดียวหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยๆ เช่น หูอื้อ ปวดหู เวียนศีรษะ บ้านหมุ

เสียงดังในหู แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
              1. เสียงดังในหูชนิดที่ได้ยินเฉพาะตัวผู้ป่วย หรือเสียงที่มีการรับรู้ผิดปกติ โดยที่ไม่มีเสียงเกิดขึ้นจริง (subjective tinnitus) เป็นเสียงดังในหูประเภทที่พบบ่อยที่สุด สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของ
–  หูชั้นนอก เช่น ขี้หูอุดตัน, เยื่อแก้วหูทะลุ, หูชั้นนอกอักเสบ, เนื้องอกของหูชั้นนอก
–  หูชั้นกลาง เช่น หูชั้นกลางอักเสบ,น้ำขังอยู่ในหูชั้นกลาง  เนื่องจากท่อยูสเตเชี่ยน (ท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก)ทำงานผิดปกติ,โรคหินปูนในหูชั้นกลาง
–  หูชั้นใน สาเหตุที่พบได้บ่อยสุด คือประสาทหูเสื่อมจากอายุ นอกจากนั้นการเสื่อมของเส้นประสาทหู อาจเกิดจาก การได้รับเสียงที่ดังมากในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้เส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (acoustic trauma)เช่น ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เสียงประทัด, การได้รับเสียงที่ดังปานกลางในระยะเวลานาน ๆ ทำให้ประสาทหูเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป (noise-induced hearing loss)เช่น อยู่ในโรงงาน หรือยู่ในคอนเสิร์ตที่มีเสียงดังมาก ๆ,การใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู (ototoxic drug)เป็นระยะเวลานาน เช่น salicylate, aminoglycoside, quinine, aspirin, การบาดเจ็บของกะโหลกศีรษะแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน (labyrinthine concussion), การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) เช่น ซิฟิลิส ไวรัสเอดส์, การผ่าตัดหูแล้วมีการกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน, มีรูรั่วติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน, โรคมีเนียหรือน้ำในหูไม่เท่ากัน
–  สมอง  โรคของเส้นเลือด เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ,เลือดออกในสมอง,ไขมันในเลือดสูงความดันโลหิตสูง,เนื้องอกในสมอง เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทหู และ/หรือประสาทการทรงตัว(acoustic neuroma)
–  สาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคโลหิตจาง,โรคแพ้ภูมิตัวเอง,โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว,โรคเกล็ดเลือดสูงผิดปกติ,โรคที่มีระดับยูริกในเลือดสูง, โรคไต, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตต่ำ,โรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง โรคต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้เกิดเสียงดังในหูได้

2. เสียงดังในหูชนิดที่บุคคลภายนอกสามารถได้ยิน หรือเสียงที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจริงอยู่ภายในร่างกายของผู้ที่ได้ยิน (objective tinnitus) เสียงดังในหูชนิดนี้ ได้แก่
–  ความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติกับหลอดเลือดดำ (arteriovenous malformation)
–  เส้นเลือดวางอยู่ในตำแหน่งผิดปกติ เส้นเลือดแดงโป่งพอง (aneurysm)
–  บริเวณศีรษะและคอที่อยู่ใกล้ชิดกับหูชั้นนอก หูชั้นกลาง หูชั้นใน แม้แต่ในสมองเอง
–  เสียงที่เกิดขึ้นอาจเกิดพร้อมจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือดังขึ้นตอนออกกำลังกาย อาจได้ยินเมื่ออยู่ใกล้ผู้ป่วย หรือใช้เครื่องมือช่วยฟัง
–  เสียงดังในหูที่เกิดจากการหายใจเข้าหรือออก อาจเกิดจากความผิดปกติของท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลาง และโพรงหลังจมูก

การวินิจฉัย
                  อาศัยการซักประวัติ สาเหตุต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ที่ทำให้เกิดเสียงดังในหู, การตรวจหูบริเวณรอบหู, การวัดความดัน ท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน, การตรวจเลือด เพื่อหาความผิดปกติของเคมีในเลือด, การตรวจปัสสาวะ, การตรวจการได้ยิน, การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง และการถ่ายภาพรังสี เช่น เอ็กซเรย์ คอมพิวเตอร์สมองหรือกระดูกหลังหู ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฉีดสารรังสีเข้าหลอดเลือด

 

           ดังนั้น เสียงดังในหูอาจมีสาเหตุจากประสาทหูเสื่อม ซึ่งไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ หายได้เองหรืออยู่กับผู้ป่วยตลอดชีวิตก็ได้ และอาจมีสาเหตุโรคที่อันตราย เช่น เนื้องอกของสมอง เส้นประสาท เส้นเลือดแดงโป่งพองก็ได้ ดังนั้นอย่านิ่งนอนใจดีกว่าครับ เมื่อพบเสียงดังในหู ควรปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูกเพื่อหาสาเหตุแต่เนิ่น ๆ

 

Special thanks: Faculty of Medicine Siriraj Hospital

พื้นฐานของเสียง

photo-1451481454041-104482d8e284

เสียงเป็นคลื่นตามยาวชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ดังนั้นคุณสมบัติของเสียงจึงเหมือนคลื่นทุกประการ ตามปกติหูคนสามารถได้ยินเสียงในช่วงความถี่ 20 เฮิร์ตซ์ ถึง20,000 เฮิร์ตซ์ คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงกว่า 20,000 เฮิร์ตซ์นั้น เรียกว่าคลื่นเหนือเสียงหรืออัลตราโซนิก (ultrasonic) ส่วนเสียงที่ความถี่ต่ำกว่า 20 Hzเรียกว่าคลื่นใต้เสียงหรืออินฟราโซนิก(Infrasonic Wave)

ข้อจำกัดในการได้ยินเสียงของมนุษย์

ข้อจำกัดในการได้ยินเสียงของมนุษย์

หูของคนเราช่วยทำให้เราสามารถได้ยิน, รับฟัง, รับรู้เสียงที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราและเสียงเหล่านั้นก็มีระดับเสียง, คลื่นความถี่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนั่นหมายถึงเราจะได้ยินเฉพาะระยะการได้ยินที่เราสามารถรับรู้ได้เท่านั้น แต่ก็ยังมีคลื่นเสียงอีกมากมายที่เราไม่สามารถฟังได้อีกเช่นกัน ซึ่งก็เหมือนกับ การที่เราหลับตา “สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรานั้นอยู่ตรงหน้าเรา แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามันคืออะไร” ระยะการได้ยินเสียงของมนุษย์ (audible range) คือ 20 -20,000 เฮิรตซ์ (hertz)

และเสียงที่ต่ำกว่า 20 หรือเรียกอีกอย่างว่าเสียงที่อยู่ต่ำกว่าการได้ยินของมนุษย์คือ คลื่นใต้เสียง (Infrasound) หรือคลื่นอินฟราโซนิค (infrasonic wave)

ส่วนคลื่นที่อยู่สูงกว่า 20,000 เฮิร์ต (hertz) หรือเรียกอีกอย่างว่า คลื่นที่อยู่สูงกว่าการได้ยินของมนุษย์ คือ คลื่นเหนือเสียง (Ultrasound) หรือคลื่นอัลทราโซนิค (ultrasonic wave)

และสัตว์นานาชนิตก็มีการได้ยินเสียงเหล่านี้แตกต่างกันไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์นั้นๆอีกด้วย เช่น

สุนัขสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ระหว่าง 15 – 50,000 เฮิรตซ์

ค้างคาวสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ระหว่าง 10,000 – 120,000 เฮิรตซ์

photo-1473188951313-a1909741328e

การสอบเทียบไมโครโฟน (Microphone Calibration)

การสอบเทียบ (Calibration)

การสอบเทียบเทียบ!!!

การสอบเทียบ คือ “ชุดของการดำเนินการเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่ชี้บอกโดยเครื่องมือวัด หรือระบบการวัด หรือค่าที่แสดงโดยเครื่องวัดที่เป็นวัสดุกับค่าสมนัยที่รู้ของปริมาณที่วัดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้” จาก ( พจนานุกรมระหว่างประเทศของคำศัพท์พื้นฐานและคำศัพท์ทั่วไปในมาตรวิทยา )

 

ทำไมต้องมีการสอบเทียบไมโครโฟน?

สิ่งของต่างๆที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเมื่อถึงเวลามักจะต้องมีการเสื่อมสภาพเป็นธรรมดา ซึ่งในที่นี้ก็รวมไปถึงเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องมีการเสื่อมสมรรถภาพไปตามกาลเวลา และไม่มีทางที่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้มันเสื่อมสภาพได้ ซึ่งทางแก้ปัญหามีอยู่ทางเดียวคือ ต้องรักษาเครื่องมือเครื่องใช้นั้นๆ ให้ดี เพื่อให้เครื่องมือนั้นๆอยู่กับเรานานๆ แต่ถ้าเครื่องมือของเราเกิดอาการงองแง, เสียหรือชำรุด นั่นก็แน่นอนว่าเราต้องซ่อมหรือดัดแปลงมันให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ตามความต้องกาารของเราได้ดังเดิม แต่สำหรับเครื่องมือวัดค่าต่างๆนั้น การเสื่อมสภาพในการวัดค่า มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย และเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน และวิธีที่จะสามารถช่วยให้เครื่องมือวัดค่าของเรากลับมามีการวัดค่าที่ดีดังเดิมก็คือ “การสอบเทียบเสียง”

ทำไมต้องเจาะจงเฉพาะการสอบเทียบเครื่องวัดค่าต่างๆ

เพราะการวัดค่าต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีความเที่ยงตรงและแน่นอนเสมอๆ ถ้าเกิดการผิดเพี้ยนของค่าการวัดไปเพียงเล็กน้อย นั่นก็สื่อถึงความไม่ได้มาตรฐานของการวัด ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องสอบเทียบ เพื่อให้ค่านั้นๆตรงตามมาตรฐานอยู่เสมอๆ และเพื่อรักษามาตรฐานในการวัดให้ตรงตามที่มาตรฐานได้กำหนด

A photo by Sergey Zolkin. unsplash.com/photos/m9qMoh-scfE

ความหมายของคำที่เกี่ยวกับเสียง

ความหมายของคำที่เกี่ยวกับเสียงที่ถูกต้อง

“เสียงรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงจากแหล่งกำเนิดในขณะมีการรบกวนที่มีระดับเสียงสูงกว่าระดับเสียงพื้นฐาน โดยมีระดับการรบกวนเกินกว่าระดับเสียงรบกวนที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๕๐) เรื่อง ค่าระดับเสียงรบกวน

“ระดับเสียงพื้นฐาน” หมายความว่า ระดับเสียงที่ตรวจวัดในสิ่งแวดล้อมในขณะยังไม่เกิดเสียงหรือไม่ได้รับเสียงจากแหล่งกำเนิดที่ประชาชนร้องเรียนหรือแหล่งกำเนิดที่คาดว่าประชาชนจะได้รับการรบกวน เป็นระดับเสียงเปอร์เซ็นไทล์ที่ ๙๐ (Percentile Level 90, LA90)

“ระดับเสียงขณะมีการรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงที่ได้จากการตรวจวัดและจากการคำนวณระดับเสียงในขณะเกิดเสียงของแหล่งกำเนิด ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่ประชาชนร้องเรียนหรือแหล่งกำเนิดที่คาดว่าประชาชนจะได้รับการรบกวน

“ระดับเสียงขณะไม่มีการรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงที่ตรวจวัดในสิ่งแวดล้อมในขณะยังไม่เกิดเสียงหรือไม่ได้รับเสียงจากแหล่งกำเนิดที่ประชาชนร้องเรียนหรือแหล่งกำเนิดที่คาดว่าประชาชนจะได้รับการรบกวน เป็นระดับเสียงเฉลี่ย (LAeq)

“เสียงกระแทก” หมายความว่า เสียงที่เกิดจากการตก ตี เคาะหรือกระทบของวัตถุ หรือลักษณะอื่นใดซึ่งมีระดับเสียงสูงกว่าระดับเสียงทั่วไปในขณะนั้น และเกิดขึ้นในทันทีทันใดและสิ้นสุดลงภายในเวลาน้อยกว่า ๑ วินาที (Impulsive Noise) เช่น การตอกเสาเข็ม การปั๊มขึ้นรูปวัสดุ เป็นต้น

“เสียงแหลมดัง” หมายความว่า เสียงที่เกิดจากการเบียด เสียด สี เจียร หรือขัดวัตถุอย่างใดๆ ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด เช่น การใช้สว่านไฟฟ้าเจาะเหล็กหรือปูน การเจียรโลหะ การบีบหรืออัดโลหะโดยเครื่องอัด การขัดขึ้นเงาวัสดุด้วยเครื่องมือกล เป็นต้น

“เสียงที่มีความสั่นสะเทือน” หมายความว่า เสียงเครื่องจักร เครื่องดนตรี เครื่องเสียง หรือเครื่องมืออื่นใดที่มีความสั่นสะเทือนเกิดร่วมด้วย เช่น เสียงเบสที่ผ่านเครื่องขยายเสียง เป็นต้น

“ระดับการรบกวน” หมายความว่า ค่าความแตกต่างระหว่างระดับเสียงขณะมีการรบกวน กับระดับเสียงพื้นฐาน

ง” หมายความว่า เครื่องวัดระดับเสียงตามมาตรฐาน IEC ๖๐๘๐๔ หรือIEC ๖๑๖๗๒ ของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยเทคนิคไฟฟ้า (International Electrotechnical Commission, IEC) ที่สามารถตรวจวัดระดับเสียงเฉลี่ย และระดับเสียงเปอร์เซนไทล์ที่ ๙๐ ตามระยะเวลาที่กำหนดได้

 

photo-1458007683879-47560d7e33c3