Topic: เสียงและความรู้ทั่วไป

พื้นฐานของเสียง 0

photo-1451481454041-104482d8e284

เสียงเป็นคลื่นตามยาวชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ดังนั้นคุณสมบัติของเสียงจึงเหมือนคลื่นทุกประการ ตามปกติหูคนสามารถได้ยินเสียงในช่วงความถี่ 20 เฮิร์ตซ์ ถึง20,000 เฮิร์ตซ์ คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงกว่า 20,000 เฮิร์ตซ์นั้น เรียกว่าคลื่นเหนือเสียงหรืออัลตราโซนิก (ultrasonic) ส่วนเสียงที่ความถี่ต่ำกว่า 20 Hzเรียกว่าคลื่นใต้เสียงหรืออินฟราโซนิก(Infrasonic Wave)

ข้อจำกัดในการได้ยินเสียงของมนุษย์ 0

ข้อจำกัดในการได้ยินเสียงของมนุษย์

หูของคนเราช่วยทำให้เราสามารถได้ยิน, รับฟัง, รับรู้เสียงที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราและเสียงเหล่านั้นก็มีระดับเสียง, คลื่นความถี่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนั่นหมายถึงเราจะได้ยินเฉพาะระยะการได้ยินที่เราสามารถรับรู้ได้เท่านั้น แต่ก็ยังมีคลื่นเสียงอีกมากมายที่เราไม่สามารถฟังได้อีกเช่นกัน ซึ่งก็เหมือนกับ การที่เราหลับตา “สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรานั้นอยู่ตรงหน้าเรา แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามันคืออะไร” ระยะการได้ยินเสียงของมนุษย์ (audible range) คือ 20 -20,000 เฮิรตซ์ (hertz)

และเสียงที่ต่ำกว่า 20 หรือเรียกอีกอย่างว่าเสียงที่อยู่ต่ำกว่าการได้ยินของมนุษย์คือ คลื่นใต้เสียง (Infrasound) หรือคลื่นอินฟราโซนิค (infrasonic wave)

ส่วนคลื่นที่อยู่สูงกว่า 20,000 เฮิร์ต (hertz) หรือเรียกอีกอย่างว่า คลื่นที่อยู่สูงกว่าการได้ยินของมนุษย์ คือ คลื่นเหนือเสียง (Ultrasound) หรือคลื่นอัลทราโซนิค (ultrasonic wave)

และสัตว์นานาชนิตก็มีการได้ยินเสียงเหล่านี้แตกต่างกันไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์นั้นๆอีกด้วย เช่น

สุนัขสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ระหว่าง 15 – 50,000 เฮิรตซ์

ค้างคาวสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ระหว่าง 10,000 – 120,000 เฮิรตซ์

photo-1473188951313-a1909741328e

ความหมายของคำที่เกี่ยวกับเสียง 0

ความหมายของคำที่เกี่ยวกับเสียงที่ถูกต้อง

“เสียงรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงจากแหล่งกำเนิดในขณะมีการรบกวนที่มีระดับเสียงสูงกว่าระดับเสียงพื้นฐาน โดยมีระดับการรบกวนเกินกว่าระดับเสียงรบกวนที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๕๐) เรื่อง ค่าระดับเสียงรบกวน

“ระดับเสียงพื้นฐาน” หมายความว่า ระดับเสียงที่ตรวจวัดในสิ่งแวดล้อมในขณะยังไม่เกิดเสียงหรือไม่ได้รับเสียงจากแหล่งกำเนิดที่ประชาชนร้องเรียนหรือแหล่งกำเนิดที่คาดว่าประชาชนจะได้รับการรบกวน เป็นระดับเสียงเปอร์เซ็นไทล์ที่ ๙๐ (Percentile Level 90, LA90)

“ระดับเสียงขณะมีการรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงที่ได้จากการตรวจวัดและจากการคำนวณระดับเสียงในขณะเกิดเสียงของแหล่งกำเนิด ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่ประชาชนร้องเรียนหรือแหล่งกำเนิดที่คาดว่าประชาชนจะได้รับการรบกวน

“ระดับเสียงขณะไม่มีการรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงที่ตรวจวัดในสิ่งแวดล้อมในขณะยังไม่เกิดเสียงหรือไม่ได้รับเสียงจากแหล่งกำเนิดที่ประชาชนร้องเรียนหรือแหล่งกำเนิดที่คาดว่าประชาชนจะได้รับการรบกวน เป็นระดับเสียงเฉลี่ย (LAeq)

“เสียงกระแทก” หมายความว่า เสียงที่เกิดจากการตก ตี เคาะหรือกระทบของวัตถุ หรือลักษณะอื่นใดซึ่งมีระดับเสียงสูงกว่าระดับเสียงทั่วไปในขณะนั้น และเกิดขึ้นในทันทีทันใดและสิ้นสุดลงภายในเวลาน้อยกว่า ๑ วินาที (Impulsive Noise) เช่น การตอกเสาเข็ม การปั๊มขึ้นรูปวัสดุ เป็นต้น

“เสียงแหลมดัง” หมายความว่า เสียงที่เกิดจากการเบียด เสียด สี เจียร หรือขัดวัตถุอย่างใดๆ ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด เช่น การใช้สว่านไฟฟ้าเจาะเหล็กหรือปูน การเจียรโลหะ การบีบหรืออัดโลหะโดยเครื่องอัด การขัดขึ้นเงาวัสดุด้วยเครื่องมือกล เป็นต้น

“เสียงที่มีความสั่นสะเทือน” หมายความว่า เสียงเครื่องจักร เครื่องดนตรี เครื่องเสียง หรือเครื่องมืออื่นใดที่มีความสั่นสะเทือนเกิดร่วมด้วย เช่น เสียงเบสที่ผ่านเครื่องขยายเสียง เป็นต้น

“ระดับการรบกวน” หมายความว่า ค่าความแตกต่างระหว่างระดับเสียงขณะมีการรบกวน กับระดับเสียงพื้นฐาน

ง” หมายความว่า เครื่องวัดระดับเสียงตามมาตรฐาน IEC ๖๐๘๐๔ หรือIEC ๖๑๖๗๒ ของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยเทคนิคไฟฟ้า (International Electrotechnical Commission, IEC) ที่สามารถตรวจวัดระดับเสียงเฉลี่ย และระดับเสียงเปอร์เซนไทล์ที่ ๙๐ ตามระยะเวลาที่กำหนดได้

 

photo-1458007683879-47560d7e33c3

10 อันดับเสียงที่อันตรายที่สุดในโลก 0

เสียงที่เราสนทนาพูดคุยกันทุกวันนี้ มีระดับความดังอยู่ที่ 60 เดซิเบล

แต่เสียงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อแก้วหูจะอยู่ที่ 90 เดซิเบล

เมื่อเราฟังเสียงที่มีความดังอยู่ที่ 85 เดซิเบลเกิน 8 ชั่วโมงก็เป็นอันตรายเช่นกัน

มนุษย์เราไม่สามารถทนฟังเสียงที่140เดซิเบล ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้แก้วหูฉีกได้

แต่วันนี้ผมจะมาพูดถึงระดับความดังของเสียง 10อันดับ ที่มีความดังมากที่สุดในโลก

 

10.เสียงลำโพงจากคอนเสิร์ตร็อค 135 dB

audience-828584_1920

9.เสียงจากดอกไม้ไฟ 145-150 dB

flame-1128636_1280

8.เสียงปืน 145-155 dB

gun-449783_1280

7.รถNHRA Dragsters 155-160 dB

24711273644_bb582b0e6a_b

6.เสียงจรวดที่กำลังทำการปล่อยตัวออกจากฐาน 165-170 dB

kazakhstan-189927_1920

5.เสียงจากวาฬสีน้ำเงิน 188 dB

late-stage-1431752_1920

4.เสียงระเบิดจากจากภูเขาไฟ Krakatoa 172-180 dB

volcano-1031161_1920

3.เสียงระเบิด TNT 1 ตัน 210 dB

volcanic-eruption-67668_1920

2.เสียงแผ่นดินไหวขนาด 5.0 ริกเตอร์ 235 dB

nepal-earthquake-aerial-photos

1.เสียงอุกาบาติทันกัสกา (Tunguska meteor) 300-315 dB

asteroid-1477065_1280

 

การ Reset ตัวเองก่อนนอน 0

เคยไหม? ที่ตื่นเช้ามาแล้วมีอาการง่วงนอน, อ่อนเพลีย, ไม่สดชื่น, ไม่อยากตื่น ถึงแม้จะหลับเต็มอิ่มแล้วก็ตาม ต้นเหตุอาจจะเป็นเพราะ เมื่อตอนก่อนนอนมีเรื่องต้องให้คิดมากมายสมองจึงยังปรับตัวไม่ทัน, ก่อนนอนมีเสียงดังหนวกหูซึ่งเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถนอนได้ และนอนได้อย่างไม่เต็มอิ่ม, เกิดความเครียดในตอนที่กำลังนอนเพราะมีเสียงดังจากพัดลม(ซึ่งเราอาจไม่รู้ตัว) และนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครบางคนเลย ซึ่งบางคนก็อาจจะเคยชินไปแล้วว่าเรื่องแค่นี้เป็นเรื่องปกติแต่ที่จริงแล้วมันไม่เคยเป็นเรื่องปกติเลย หรือคนที่นอนไม่หลับเวลาตอนกลางคืน อาจจะเป็นเพราะสมองถูกกระตุ้นให้ต้องคิดทั้งวัน จึงยังปรับตัวไม่ทัน แต่วันนี้ผมจะมาแนะนำเรื่องของการ Reset ตัวเองก่อนนอน วิธีนี้ช่วยให้เพื่อนๆสามารถนอนหลับภายใน2นาทีได้ ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายหลังจากที่ต้องเครียดมาทั้งวัน, ช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้น ทำให้ร่างกายหลีกหนีจากเสียงรบกวนต่างๆ

 

วิธีการนั้นไม่ยากเลย มีแค่เพียง3ขั้นตอนเท่านั้น

  1. หายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ แล้วปล่อยออกมาทางปากแรงๆ ทำแบบนี้ 10 ครั้ง
  2. เมื่อทำตามข้อที่ 1 แล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลั้นหายใจเป็นเวลา 10 วินาที
  3. จากนั้น กลับมาทำข้อที่หนึ่งต่อ

วิธีนี้ช่วยให้:

  1. ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย หลังจากได้รับความเครียดทั้งวัน
  2. ช่วยให้หัวใจเต้นเบาลง
  3. ถือเป็นการทำสมาธิอีวิธีหนึ่ง ซึ่งทำให้จิตใจของเราสงบขึ้น
  4. ทำให้นอนหลับได้เร็วขึ้น
  5. ตัดตัวเองออกจากเสียงรบกวนต่างๆ ที่ก่อกวนระหว่างที่เรากำลังจะนอน
  6. ตัดตัวเองออกจากเสียงรบกวนต่างๆ ที่ก่อกวนระหว่างที่เรากำลังนอน
  7. เพิ่มอ๊อกซิเจนให้สมองและปอด
  8. ช่วยให้การตื่นนอนเป็นเรื่องที่ไม่แย่เกินไปในวันถัดไป

วิธีนี้ถือว่าเป็นง่ายสุดๆ เทียบกับการที่เราต้องใช้เวลา2 นาทีเพื่อให้ร่างกายปรับตัว เพื่อแลกกับข้อดีที่เราจะได้รับ ผมขอแนะนำว่า วิธีนี้สามารถทำซ้ำกันหลายๆรอบได้ ยิ่งมากก็ยิ่งดี บางคนอาจหลับไประหว่างที่กำลังทำเลยก็ได้