Topic: ไม่มีหมวดหมู่

” Acoustic camera “ 0

การหาแหล่งกำเนิดเสียง Sound source location ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรามาดูกันว่ามีการพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว

ในการหาแหล่งกำเนิดเสียงในสมัยก่อนต้องอาศัยการใช้การฟังของมนุษย์เป็นตัวระบุแหล่งกำเนิดเสียง ใช้ในงานทางทหาร สำหรับหาตำแหน่งของรถถัง และเครื่องบินรบ

————————————————————————————
————————————————————————————

สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 
http://www.geonoise.co.th/ 
https://www.geonoise.com/ สามารถติดต่อเราได้ที่
Tel Office : 02-003-5904,081-9641982
Line : @geonoise

————————————————————————————
————————————————————————————

#Geonoise #GeonoiseThailand #Norsonic #Impedancetube #ตรวจวัดเสียง #เสียงรบกวน #เครื่องวัดเสียง #จำหน่ายเครื่องวัดเสียง #รับปรึกษาปัญหาเรื่องเสียง #ควบคุมเสียง #SoundSource #BuildingAcoustics#เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน 
#โปรแกรมเสียง #บริการสอบเทียบ #Calibration #NoiseAlarm#SoundPLAN #NoiseAtWork #Noisecontour #มลพิษทางเสียง#Acoustic #เครื่องวัดฝุ่น #Dustmate #หาแหล่งกำเนิดเสียง #วิเคราะห์เสียง #Measurement #Microphone #NoiseTraining #เครื่องแกะสลักแผงวงจร

มลพิษทางเสียง 0

ปัญหาเสียง นอกจากจะก่อให้เกิดความรำคาญแล้ว ยังก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ในปัจจุบันทลพิษทางเสียง ได้ทวีความรุนแรง และกระจายไปตามจุดต่างๆ ของ กทม. และเมืองใหญ่ทั่วไปในต่างจังหวัด สาเหตุประการสำคัญ เกิดจากการคมนาคมขนส่ง การจราจรที่แออัดหนาแน่นสำคัญ เกิดจากการคมนาคมขนส่ง การจราจรที่แออัดหนาแน่น ตลอดจนการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทีกระทำอย่างต่อเนื่อง มีเพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง หรือผู้ที่สัญจรไปมายังนำไปสู่ผลเสียหาย ต่อระบบเศรษฐกิจอีกด้วย สถานการณ์มลพิษทางเสียงใน กทม. และต่างจังหวัดมีดังนี้1. ในเขต กทม.จากข้อมูลการเฝ้าระวังมลพิษทางเสียง ของกรมควบคุมมลพิษ ในบริเวณริมถนน ใน กทม. ในช่วงปี พ.ศ.2539-2540 ณ จุดตรวจวัดต่างๆ พบว่า มลพิษทางเสียงยังคงเป็นปัญหาที่มีแนวโน้ม เป็นอันตรายต่อการได้ยินอย่างต่อเนื่อง ทุกจุดที่ตรวจวัดมีระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป(1,2,3) 
จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ฝุ่นละอองรวมเฉลี่ย 1 ปี บริเวณทั่วไปใน กทม. ในช่วงปี พ.ศ.2537-2539 มีปริมาณเพิ่มขึ้นโดยตลอด และในปี พ.ศ.2540 เริ่มมีปริมาณลดลงเล็กน้อย (กราฟ 2.2) หากพิจารณาฝุ่นละอองรวมในแต่ละสถานีตรวจในปี พ.ศ.2540 พบว่า ทุกแห่งไม่เกินมาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง แต่ค่าสูงสุดเฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีบางบริเวณที่เกินมาตรฐาน ได้แก่ บริเวณสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ซอยอารีย์สัมพันธ์ สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สนามกีฬาเคหะชุมชนห้วยขวาง โรงเรียนนนทรีวิทยา ยานนาวา และโรงเรียนสิงหราชวิทยาคม บางขุนเทียน(4)

สำหรับบริเวณริมคลองที่มีเรือสัญจรไปมา กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการตรวจวัดความดังเสียง ณ จุดตรวจต่างๆ ของคลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว คลองผดุงกรุงเกษม คลองเปรมประชากร ระหว่างปี พ.ศ.2538-2540 ค่าสูงสุดเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อย มีเพียงบางจุดบริเวณริมคลองแสนแสบ ที่มีค่าสูงสุดเกินค่ามาตรฐาน โดยภาพรวมแล้ว มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย
 
2. ในส่วนภูมิภาค
ปี พ.ศ.2539 กรมอนามัย ได้ทำการเฝ้าระวังความดังเสียง ในพื้นที่เขตเมือง ย่านการจราจรคับคั่ง ชุมชนหนาแน่น ตลอดจนบริเวณที่มีกลุ่มประชากรที่มีควาไวรับสูงทั้งหมด 7 จังหวัด คือ ในภาคกลาง (นนทบุรี) ภาคตะวันออก (ระยอง) ภาคเหนือ (สุโขทัย กำแพงเพชร) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นครราชสีมา ขอนแก่น) และภาคใต้ (สงขลา) ซึ่งมีการตรวจวัด 2 แบบ คือ สถานีตรวจวัดแบบประจำ และสถานีตรวจวัดเป็นครั้งคราว ผลการตรวจวัดพบว่า ทุกสถานีที่ตรวจวัด ยกเว้นสถานีจังหวัดระยอง มีค่าระดับเสียงเกินมาตรฐาน ที่กำหนดในบางช่วงเวลา หรือตลอดช่วงเวลาที่ทำการตรวจวัด คิดเป็นร้อยละ 20-100 ของจำนวนตัวอย่าง(4)
สำหรับในปี พ.ศ.2540 กรมอนามัยได้เปลี่ยนจุดเฝ้าระวัง ึความดังเสียง ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบแนวโน้ม ปัญหาความดังเสียงในพื้นที่เดิมได้ทั้งหมด แต่จะสังเกตเห็นว่า ในจังหวัดขอนแก่น บริเวณสถานีจนส่งมีระดับความดังเสียง ดีขึ้นเล็กน้อย โดยที่ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด ลดลงจาก 77 เดซิเบล เหลือ 72 เดซิเบล เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.2539 สำหรับสถานีอื่นๆ ที่เป็นจุดเฝ้าระวัง ใน จ.นครสวรรค์ สระบุรี เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.2539 พบมีค่าระดับเสียงเกินมาตรฐาน ที่กำหนดในบางช่วง คิดเป็นร้อยละ 38-69 ของจำนวนตัวอย่าง แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง คือ สถานีเฝ้าระวัง ใน จ.สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี อุบลราชธานีบางจุด บริเวณดังกล่าวเป็นสถานศึกษา ของเด็กนักเรียน พบว่า ทุกตัวอย่างที่เก็บตรวจมีระดับเสียง เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด
สำหรับสถานีตรวจวัดความดังเสียง ในส่วนภูมิภาคของกรมควบคุมมลพิษ ในระหว่างปี พ.ศ.2539 และ 2540 ซึ่งได้ทำการตรวจวัด ในเขตจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม ส่วนใหญ่มีระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน มีจำนวนตัวอย่างที่เกินค่ามาตรฐาน เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในปี พ.ศ.2540 มีเพียงสถานีตรวจวัดของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ที่มีจำนวนตัวอย่างเกินค่ามาตรฐาน สูงผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.2539 เนื่องจากมีกิจกรรมก่อสร้างบริวณใกล้สถานีตรวจวัด
ตารางที่ 3.1 กลุ่มผู้ทำงานในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงาน
ระดับเสียง แบบพื้นที่ dB(A) เฉลี่ย 8 ซม.
จำนวนพนักงานที่ศึกษา (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงดังมากเกินไป (NLHL) (คน)
– ประกอบเครื่องยนต์
81.2-88.0
7
1 (14.3%)
– ผลิตเบียร์, น้ำดื่ม และโซดา
84.8-97.5
176
104 (59.1%)
– ห้างสรรพสินค้า
73.3-89.4
76
19 (25.0%)
รวม
 
259
124 (47.9%)

ตารางที่ 3.2 กลุ่มผู้ที่ทำงานในกิจกรรมการก่อสร้าง
สถานที่ทำการตอกเสาเข็ม
ระดับเสียง แบบพื้นที่ db(A) เฉลี่ย 8 ชม.
จำนวนพนักงานที่ศึกษา (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงดังมากเกินไป (NLHL) (คน)
– โครงการก่อสร้างทางด่วน
93.4-93.8
86
24 (27.4%)
– โครงการหมู่บ้านจัดสรร
87.2
– โครงการส่วนราชการ
91.5
รวม
 
86
24 (27.4%)

ตารางที่ 3.3 กลุ่มผู้ที่ทำงานในเส้นทางจราจร
ผู้ที่ทำงานในเส้นทางจราจร
ระดับเสียง แบบพื้นที่ db(A) เฉลี่ย 8 ชม.
จำนวนพนักงานที่ศึกษา (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงดังมากเกินไป (NLHL) (คน)
พนักงานกวาดถนน ของ กทม.
72.7-92.7
64
7 (10.9%)

ตารางที่ 3.4 กลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ริมเส้นทางจราจร
– เสียงรบกวนจากการจราจร
พื้นที่ศึกษา
ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชม.
ชุมชนที่ศึกษา (แห่ง)
ความรู้สึกต่อเสียงรบกวน ของผู้ที่อยู่อาศัย
– เส้นทางจราจรสายหลัก 3 เส้น ทางถนนสุขุมวิท, ถนนพหลโยธิน, ถนนรามอินทรา-สุวินทวงศ์
57.5-81.0 (ค่ามาตรฐาน 70 db(A))
16
– บริเวณรามอินทรา กม.8 (69%)
– ชุมชนใกล้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (67.6%)
– ชุมชนบ้านคลองหนึ่ง (60.4%)
– เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ
พื้นที่ศึกษา
ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชม.
กลุ่มเป้าหมาย (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงมากเกินไป (คน)
ผู้สูญเสียการได้ยิน อายุเฉลี่ย (ปี) / ระยะเวลาของผู้อยู่อาศัย (ปี)
– ชุมชนริมเส้นทางเยาวราช
71.4-83.0 (83)
33
7 (21.2%)
33/16
– ชุมชนย่านสะพานควาย
78.5-83.4 (75)
73
14 (19.2%)
42/24

ตารางที่ 3.5 กลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม
พื้นที่ศึกษา
ค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชม.
กลุ่มเป้าหมาย (คน)
ความรู้สึกรบกวนจากเสียง (%)
มาก
ปานกลาง
น้อย
ไม่รู้สึก
– บริเวณริมรั้ว รง. ผลิตเบียร์
61.0
พระภิกษุสงฆ์ใกล้ รง.รวมทั้งสิ้น 58 คน
12.5
37.5

50
– บริเวณชุมชนใกล้ รง.
70.9
ครู / เจ้าหน้าที่โรงเรียน

6.0
6.0
88
 
 
รวมทั้งสิ้น 58 คน
 
 
 
 
ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ โครงการศึกษาผลกระทบมลพิษทางเสียง และความสั่นสะเทือนต่อสุขภาพ สิงหาคม พ.ศ.2541
 กรอบที่ 3.1
ผลกระทบมลพิษทางเสียงต่อสุขภาพ
อันตรายของเสียง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้เด่นชัดที่สุด จากอาการประสาทหูเสื่อม หรือการเสื่อมของการได้ยิน ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ได้แก่
ความเข้มของเสียง (Intensity) เสียงที่มีความเข้มสูง หรือเสียงที่ดังมาก จะทำลายประสาทหูได้มาก
ความถี่ของเสียง (Frequency) เสียงที่มีความถี่สูง หรือเสียงแหลม จะทำลายประสาทหูได้มากกว่า เสียงที่มีความถี่ต่ำ
ระยะเวลาที่ได้ยินเสียง (Duration) การสัมผัสเสียงเป็นเวลานาน จะทำให้ประสาทหูเสื่อมได้มากขึ้น
ลักษณะของเสียง (Nature of Sound) เสียงที่ดังติดต่อกันไป (Continuous Noise) จะทำลายประสาทหูน้อยกว่า เสียงที่กระแทกไม่เป็นจังหวัดหวะ (Impulse Noise)
ความไวต่อการเสื่อมของหู (Individual Susceptability) เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน บางคนเสื่อมง่าย บางคนเสื่อมยาก
ในปี พ.ศ.2541 กรมควบคุมมลพิษได้รายงานการศึกษา ผลกระทบมลพิษทางเสียงต่อสุขภาพ ซึ่งดำเนินการศึกษาในพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล ใน 5 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ทำงานในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ที่ทำงานในกิจกรรมก่อสร้าง กลุ่มผู้ที่ทำงานในเส้นทางจราจร กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยริมเส้นทางสัญจร และกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ริมเส้นทางจราจร ผลการศึกษาระดับเสียง และตรวจสมรรถภาพการได้ยิน ดังข้อมูลในตารางที่ 3.1-3.5 และสรุปผลได้ดังนี้
กลุ่มผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม ระยะเวลาการสัมผัสเสียง 8 ชั่วโมงต่อวัน ที่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 5 ปี ส่งผลให้จำนวนผู้ที่มีอาการผิดปกติดังกล่าว ในกลุ่มนี้สูงสุดถึงร้อยละ 47.9 ต่างจากกลุ่มผู้ที่ทำงานในกิจกรรม การก่อสร้างในช่วงตอกเสาเข็ม เนื่องจากมีอายุงานที่น้อย และมีระยะเวลาการสัมผัสที่ไม่แน่นอน
ส่วนกลุ่มที่ทำงานในเส้นทางจราจรนั้น ร้อยละของอาการผิดปกติของการได้ยิน จากการรับเสียงดัง มีค่าต่ำสุดในจำนวน 4 กลุ่มที่ศึกษา ระดับเสียงที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นเสียงจากจราจร ซึ่งต่ำกว่าระดับเสียง ในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม
ผู้ที่อยู่อาศัยริมเส้นทางจราจร พบว่า จะเกิดอาการผิดปกติของการได้ยิน สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากระยะเวลาการสัมผัสต่อวัน ที่มากกว่า และระยะเวลาที่อยู่อาศัยนานกว่านั่นเอง

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก
http://advisor.anamai.moph.go.th/main.php?filename=env203 ด้วยค่ะ

พะเยา หมอกควันพิษ PM2.5 ยังเกินค่ามาตรฐาน ไฟป่ายังลุกลามทั่ว 0

พะเยา หมอกควันพิษ PM2.5 ยังเกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะอากาศร้อนจัด ยังพบไฟป่าลุกไหม้ทั่วเมือง

วันที่ 7 พ.ค. สภาพอากาศจังหวัดพะเยาในช่วงเช้าและบ่าย อากาศจะร้อนอบอ้าว อุณหภูมิสูงระหว่าง 38-40 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยหมอกควัน มีเมฆเป็นบางส่วน ค่าหมอกควันพิษยังเกินค่ามาตรฐานและไฟป่ายังคงไหม้ไปทั่วเมืองพะเยา

จากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ ต.บ้านต๋อม อ.เมือง, พะเยา พบปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่า 68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

สำหรับสถานการณ์การเกิดไฟป่า และการเผาในพื้นที่จังหวัดพะเยาก็ยังมีประชาชนในแต่ละพื้นที่ทำการเผา เศษวัชพืช ขยะ ส่วนไฟป่าก็ได้เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจุด ซึ่งก็ได้เกิดจากการเผาป่ากันมากขึ้น ที่ผ่านมา ทำให้อากาศเริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดพะเยา วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ทต.แม่กาได้รับแจ้ง เกิดไฟป่าลุกไหม้บริเวณ พื้นที่หมู่ 2 ซอยโรงน้ำแข็งลุงแดง ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาล ต.แม่กา พร้อม กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ จนท.ตำรวจ สภ.แม่กา จนท.ป้องกันฯ ทต.แม่กา ได้นำรถบรรทุกน้ำสายธาร 2 พร้อมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานออกตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น ที่เกิดเหตุพบกลุ่มไฟมีความรุนแรงระดับ 3-4 กำลังลุกลามในบริเวณพื้น ป่าสวนสัก จึงนำรถบรรทุกน้ำเข้าทำการสกัดไฟป่าและทำการสแตนด์บายเฝ้าระวังที่เกิดเหตุ เบื้องต้นสามารถความคุมไฟป่าได้ พื้นที่เสียหายประมาณ 10 ไร่

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก
https://www.thairath.co.th/news/local/north/1561945 ด้วยค่ะ

คลื่นความโน้มถ่วงระลอกล่าสุดชี้ หลุมดำอาจดูดกลืนดาวนิวตรอน 0


ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำอุปกรณ์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงไลโก (LIGO) ในสหรัฐฯ และเวอร์โก (VIRGO) ในอิตาลี แถลงว่าพบสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave) ระลอกล่าสุด เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสัญญาณดังกล่าวอาจชี้ได้ว่ามีเหตุการณ์หลุมดำดูดกลืนดาวนิวตรอนเกิดขึ้นในห้วงอวกาศลึก
การตรวจพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จะสามารถยืนยันได้ว่า หลุมดำกับดาวนิวตรอนที่มีมวลมหาศาลและมีความหนาแน่นสูง สามารถอยู่ร่วมกันในระบบดาวคู่และรวมตัวกันได้
นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ประมาณการว่า เหตุการณ์หลุมดำดูดกลืนดาวนิวตรอนดังกล่าว เกิดขึ้นในห้วงอวกาศห่างจากโลกออกไปราว 1,200 ล้านปีแสง ทั้งคาดว่ามีการปลดปล่อยคลื่นแสงออกมาด้วย
ศาสตราจารย์แพทริก แบรดี โฆษกของไลโกระบุว่า ยังคงต้องมีการพิสูจน์อีกครั้งว่าสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวมาจากระบบหลุมดำ – ดาวนิวตรอนจริง ไม่ใช่สัญญาณจากคลื่นรบกวนอื่น ๆ
“มันเหมือนกับเราพยายามฟังเสียงกระซิบของคนผู้หนึ่ง ภายในร้านกาแฟที่มีเสียงพูดคุยจอแจของคนจำนวนมาก ความเป็นไปได้ที่สัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้จะกลายเป็นเรื่องผิดพลาด มีอยู่ราว 14%” ศ.แบรดีกล่าว


การพิสูจน์ที่ว่านี้จะใช้วิธีค้นหาคลื่นแสงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งหากมีอยู่จริงก็จะสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์บนพื้นโลก การแผ่คลื่นแสงนี้ยังสามารถบ่งบอกขนาดของหลุมดำและลักษณะการดูดกลืนดาวนิวตรอนได้อีกด้วย โดยหลุมดำขนาดใหญ่จะมีความหนาแน่นน้อยและมีแรงโน้มถ่วงที่ขอบด้านนอกไม่มากนัก ทำให้ดาวนิวตรอนไม่พังทลายลงเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะถูกดูดกลืน ซึ่งในกรณีของหลุมดำขนาดเล็กจะเป็นตรงกันข้าม
เมื่อไม่นานมานี้ อุปกรณ์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงไลโก – เวอร์โก ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงจากห้วงอวกาศได้บ่อยครั้ง ซึ่งคลื่นนี้เป็นการกระเพื่อมของปริภูมิ-เวลา (space -time) ที่แผ่ออกมาจากการชนรุนแรงของวัตถุอวกาศมวลมหาศาล โดยในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาสามารถตรวจจับได้ถึง 6 ครั้ง รวมทั้งคลื่นความโน้มถ่วงจากเหตุการณ์คู่ดาวนิวตรอนชนกัน ซึ่งตรวจพบเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ดาวนิวตรอนเกิดจากการยุบตัวของแกนกลางดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หลังการระเบิดซูเปอร์โนวา มีความหนาแน่นสูงเนื่องจากบีบอัดมวลมหาศาลที่เทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ 2-3 ดวง ลงมารวมกันอยู่ในพื้นที่เท่ากับเมืองเล็ก ๆ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 กิโลเมตรเท่านั้น ผิวด้านนอกของดาวยังเป็นอนุภาคนิวตรอนทั้งหมด ซึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้านับหมื่นล้านเท่า

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก
https://www.bbc.com/thai/thailand-48174937 ด้วยค่ะ

มนุษย์รอดปาฏิหาริย์ได้อย่างไร หากขาดอากาศหายใจที่ก้นทะเลเกือบครึ่งชั่วโมง? 0


เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2012 คริส เลมอนส์ นักประดาน้ำมืออาชีพชาวอังกฤษวัย 39 ปี ต้องพบกับเหตุการณ์เฉียดเข้าใกล้ความตายมากที่สุดในชีวิต เมื่อสายส่งอากาศหายใจจากเรือที่ควบคุมงานก่อสร้างใต้ทะเลของเขาขาดสะบั้น ทำให้เขาตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่อากาศสำรองหมดลงใน 5 นาที คริสหมดลมหายใจอยู่ที่ก้นทะเลลึกอันมืดสนิทนานเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือและรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์
เรื่องราวที่เหลือเชื่อของคริสทำให้ผู้คนทั่วไปและบรรดานักวิทยาศาสตร์พากันตั้งคำถามว่า เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีมนุษย์รอดชีวิตมาได้จากการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานานขนาดนั้น เพราะตามปกติแล้วสมองจะหยุดทำงานเมื่อขาดออกซิเจนไปเพียง 2-3 นาที ซึ่งจะทำให้คนผู้นั้นเสียชีวิตลงได้อย่างรวดเร็ว

อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน
ในวันที่เกิดเหตุ คริสลงดำน้ำปฏิบัติงานตามปกติที่ก้นทะเลเหนือ (North Sea) ในระดับความลึก 100 เมตรจากผิวน้ำ โดยกำลังซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันดิบจากบ่อน้ำมันใต้ทะเล ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองอาเบอร์ดีนของสกอตแลนด์ไปราว 204 กิโลเมตร
ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ คริสต้องใช้วิธีการดำน้ำแบบอิ่มตัว (Saturation diving) ซึ่งนักประดาน้ำจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องปรับความดันบนเรือนานหลายวันหรือนานนับเดือน เพื่อปรับสภาพร่างกายอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมกับการทำงานใต้ทะเลลึกที่มีความดันสูง ซึ่งภาวะนี้ไนโตรเจนจะสามารถละลายเข้าไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้จนอิ่มตัว

หากนักประดาน้ำไม่ได้รับการปรับความดันร่างกายทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติงานแล้ว จะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตจากโรคน้ำหนีบ (Decompression sickness) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไนโตรเจนกลายสภาพเป็นฟองก๊าซในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ขณะที่นักประดาน้ำคลายความดันขึ้นสู่ผิวน้ำ
ในวันที่เกิดเหตุ คริสลงปฏิบัติงานด้วยระฆังดำน้ำ พร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนคือ เดฟ ยูอาซา ซึ่งเป็นนักประดาน้ำเช่นกัน รวมทั้งดันแคน ออลค็อก ซึ่งควบคุมงานอยู่ภายในระฆังดำน้ำ คริสมีประสบการณ์ดำน้ำแบบอิ่มตัวน้อยกว่าเพื่อนคือเพียง 1 ปีครึ่ง แต่เขาก็เป็นนักประดาน้ำมืออาชีพมาได้นานกว่า 8 ปีแล้ว
การซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันดิบในวันนั้นเริ่มขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่ไม่นานนัก สภาพคลื่นลมปั่นป่วนบนผิวน้ำทำให้เรือที่ควบคุมการทำงานใต้น้ำอยู่เคลื่อนจากตำแหน่งที่กำหนดไว้ ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการนำร่องและยึดพิกัดตำแหน่งของเรือขัดข้องชั่วคราว ทำให้เรือลากเอาสายเคเบิลหนาที่เป็นทั้งสายส่งไฟฟ้า สัญญาณสื่อสาร และส่งอากาศหายใจลงไปยังนักประดาน้ำด้านล่างหรือ “สายสะดือต่อชีวิต” ขาดออก
ในตอนแรกแรงดึงสายเคเบิลจากเรือทำให้คริสหงายหลังล้มลง เขาพยายามจะกลับขึ้นไปในระฆังดำน้ำ แต่สายเคเบิลดังกล่าวกลับไปติดอยู่กับโครงของสิ่งก่อสร้างใต้น้ำอย่างแน่นหนา ทำให้มันถูกดึงจนขาดในที่สุด ในขณะที่ตัวของคริสเองก็ถูกลากเข้าไปติดอยู่ในคานโลหะด้วย เดฟ ยูอาซา เพื่อนร่วมงานของเขามองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เพราะเขาถูกเรือลากออกห่างจากจุดเกิดเหตุไปทุกที

รอดได้อย่างปาฏิหาริย์
ขณะนี้ก้นทะเลอยู่ในสภาพที่มืดสนิทไร้แสงไฟส่อง คริสรวบรวมสติลุกขึ้นยืน หมุนปุ่มที่หน้ากากดำน้ำเพื่อปล่อยให้อากาศสำรองในถังที่แบกไว้บนหลังไหลเข้ามา แต่อากาศหายใจที่ว่านี้มีเพียงพอให้ใช้ต่อไปได้แค่ 6 นาทีเท่านั้น เขาพยายามคลำทางในความมืดเพื่อปีนขึ้นมาบนยอดสุดของโครงสิ่งก่อสร้างใต้ทะเล หวังว่าจะได้พบระฆังดำน้ำรอเขาอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่พอจะช่วยชีวิตเขาได้ทั้งสิ้น
คริสเล่าว่า “ผมพยายามสงบสติอารมณ์ เพื่อใช้อากาศที่เหลืออยู่ให้น้อยที่สุด นาทีนั้นผมตัดสินใจว่าคงจะไม่มีใครช่วยเหลือผมได้แล้ว จึงขดตัวลงเป็นก้อนกลมแล้วหายใจช้า ๆ”
ดร. ไมค์ ทิปตัน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธของสหราชอาณาจักรบอกว่า “ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถกักเก็บออกซิเจนไว้ได้มากนัก บางทีอาจจะเก็บได้แค่เพียงไม่กี่ลิตร ออกซิเจนนี้จะถูกใช้หมดไปช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับอัตราการเผาผลาญของแต่ละคน หากรู้สึกเครียดหรือตื่นตระหนกก็จะยิ่งใช้ออกซิเจนสำรองนี้หมดเร็วขึ้น”
ในชั่วขณะที่คริสนึกว่าคงเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิต เขาเล่าว่า “อากาศเฮือกสุดท้ายนั้นหายใจเข้าไปได้อย่างยากลำบาก แต่มันไม่ได้ทรมาน ผมรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะหลับ แต่ก็จำได้ว่ารู้สึกโกรธและรู้สึกผิดต่อคู่หมั้นของผมอย่างมากด้วย ผมรู้สึกโกรธเพราะคิดว่าเรื่องนี้จะสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้ผู้อื่น แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกถึงอะไรอีกเลย”
หลังเกิดเหตุ 30 นาที ระบบของเรือควบคุมปฏิบัติการใต้น้ำก็กลับคืนมาเป็นปกติ เพื่อนร่วมงานของคริสรีบลงน้ำไปกู้ร่างไร้สติของเขากลับขึ้นมายังระฆังดำน้ำ ก่อนจะนำขึ้นสู่ห้องปรับความดันภายในเรือทันที
เมื่อถอดหน้ากากดำน้ำออก คริสหน้าเขียวและหยุดหายใจแล้ว แต่การกู้ชีพด้วยวิธีเป่าปากช่วยหายใจเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เขาฟื้นขึ้นมา “ผมรู้สึกมึนงงและจำอะไรไม่ค่อยได้ มองไปรอบ ๆ เห็นเพียงเพื่อนนั่งหอบหายใจอยู่ ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงขนาดไหน”

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
การที่คริสสามารถรอดชีวิตมาได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำอธิบายที่อยู่เบื้องหลังเหตุปาฏิหาริย์นี้ โดย ดร. ทิปตัน มองว่าน้ำในทะเลเหนือที่เย็นจัดต่ำกว่า 3 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายและสมองของคริสเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว หลังจากสายส่งน้ำร้อนที่สร้างความอบอุ่นให้กับชุดนักประดาน้ำขาดเสียหาย
“การที่สมองเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในภาวะขาดออกซิเจน โดยอุณหภูมิที่ลดลงเพียง 10 องศาเซลเซียส ก็สามารถลดอัตราการเผาผลาญลงได้ถึงครึ่งหรือถึงหนึ่งในสาม หากลดอุณหภูมิของสมองให้เหลือเพียง 20 องศาเซลเซียสได้ มนุษย์จะมีโอกาสรอดชีวิตจากภาวะขาดออกซิเจนได้นานเกือบหนึ่งชั่วโมง” ดร.ทิปตันกล่าว
นอกจากนี้ การที่คริสดำน้ำแบบอิ่มตัวมานาน โดยมีการหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปปริมาณมาก ทำให้ออกซิเจนเหล่านี้ละลายเข้าไปสะสมอยู่ในเลือดและเนื้อเยื่อในภาวะความดันสูง ทำให้ร่างกายของเขามีแหล่งสำรองออกซิเจนที่เซลล์ต่าง ๆ สามารถดึงมาใช้ในภาวะฉุกเฉินได้มากกว่าคนทั่วไป
คริสไม่ได้เป็นผู้รอดชีวิตเพียงรายเดียวจากการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน ดร.ทิปตันบอกว่ายังมีอีกอย่างน้อย 43 กรณีที่เกิดเหตุคล้ายกัน รวมถึงเด็กหญิงวัยสองขวบครึ่งผู้หนึ่ง ที่รอดชีวิตมาได้หลังจมน้ำนานกว่า 66 นาที “เด็กและผู้หญิงนั้นร่างเล็กกว่าและสามารถลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วกว่า ทำให้มีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย” ดร.ทิปตันอธิบาย
ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนอร์เวย์ (NTNU) ยังชี้ว่า ร่างกายของผู้ที่ดำน้ำแบบอิ่มตัวเป็นเวลานาน มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแบบสุดขั้วถึงระดับพันธุกรรมเลยทีเดียว โดยยีนในเซลล์เม็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการทำงาน ทำให้มีการผลิตและขนส่งฮีโมโกลบินรวมทั้งเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกายลดลงในขณะที่ดำน้ำ ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้ออกซิเจนได้
เรื่องราวของคริสได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์สารคดี “ลมหายใจเฮือกสุดท้าย” หรือ Last Breath ซึ่งเผยว่าหลังจากที่รอดจากความตายมาได้อย่างเฉียดฉิว เขาได้เข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นในทันที แต่ก็ไม่วายจะกลับไปทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ ณ จุดเกิดเหตุระทึกขวัญจุดเดิม หลังเหตุการณ์ผ่านไปได้เพียงสามสัปดาห์เท่านั้น
“ผมรอดมาได้เพราะความเป็นมืออาชีพ และความเป็นวีรบุรุษกล้าหาญของคนรอบตัวผมเท่านั้น อันที่จริงแล้วผมมีส่วนช่วยเหลือตัวเองให้รอดชีวิตน้อยมาก นับว่าผมโชคดีแท้ ๆ” คริสกล่าวส่งท้าย


ขอขอบคุณสาระดีๆจาก
https://www.bbc.com/thai/international-48068232 ด้วยค่ะ