Topic: ไม่มีหมวดหมู่

คลื่นความโน้มถ่วงระลอกล่าสุดชี้ หลุมดำอาจดูดกลืนดาวนิวตรอน 0


ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำอุปกรณ์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงไลโก (LIGO) ในสหรัฐฯ และเวอร์โก (VIRGO) ในอิตาลี แถลงว่าพบสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave) ระลอกล่าสุด เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสัญญาณดังกล่าวอาจชี้ได้ว่ามีเหตุการณ์หลุมดำดูดกลืนดาวนิวตรอนเกิดขึ้นในห้วงอวกาศลึก
การตรวจพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จะสามารถยืนยันได้ว่า หลุมดำกับดาวนิวตรอนที่มีมวลมหาศาลและมีความหนาแน่นสูง สามารถอยู่ร่วมกันในระบบดาวคู่และรวมตัวกันได้
นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ประมาณการว่า เหตุการณ์หลุมดำดูดกลืนดาวนิวตรอนดังกล่าว เกิดขึ้นในห้วงอวกาศห่างจากโลกออกไปราว 1,200 ล้านปีแสง ทั้งคาดว่ามีการปลดปล่อยคลื่นแสงออกมาด้วย
ศาสตราจารย์แพทริก แบรดี โฆษกของไลโกระบุว่า ยังคงต้องมีการพิสูจน์อีกครั้งว่าสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวมาจากระบบหลุมดำ – ดาวนิวตรอนจริง ไม่ใช่สัญญาณจากคลื่นรบกวนอื่น ๆ
“มันเหมือนกับเราพยายามฟังเสียงกระซิบของคนผู้หนึ่ง ภายในร้านกาแฟที่มีเสียงพูดคุยจอแจของคนจำนวนมาก ความเป็นไปได้ที่สัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้จะกลายเป็นเรื่องผิดพลาด มีอยู่ราว 14%” ศ.แบรดีกล่าว


การพิสูจน์ที่ว่านี้จะใช้วิธีค้นหาคลื่นแสงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งหากมีอยู่จริงก็จะสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์บนพื้นโลก การแผ่คลื่นแสงนี้ยังสามารถบ่งบอกขนาดของหลุมดำและลักษณะการดูดกลืนดาวนิวตรอนได้อีกด้วย โดยหลุมดำขนาดใหญ่จะมีความหนาแน่นน้อยและมีแรงโน้มถ่วงที่ขอบด้านนอกไม่มากนัก ทำให้ดาวนิวตรอนไม่พังทลายลงเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะถูกดูดกลืน ซึ่งในกรณีของหลุมดำขนาดเล็กจะเป็นตรงกันข้าม
เมื่อไม่นานมานี้ อุปกรณ์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงไลโก – เวอร์โก ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงจากห้วงอวกาศได้บ่อยครั้ง ซึ่งคลื่นนี้เป็นการกระเพื่อมของปริภูมิ-เวลา (space -time) ที่แผ่ออกมาจากการชนรุนแรงของวัตถุอวกาศมวลมหาศาล โดยในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาสามารถตรวจจับได้ถึง 6 ครั้ง รวมทั้งคลื่นความโน้มถ่วงจากเหตุการณ์คู่ดาวนิวตรอนชนกัน ซึ่งตรวจพบเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ดาวนิวตรอนเกิดจากการยุบตัวของแกนกลางดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หลังการระเบิดซูเปอร์โนวา มีความหนาแน่นสูงเนื่องจากบีบอัดมวลมหาศาลที่เทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ 2-3 ดวง ลงมารวมกันอยู่ในพื้นที่เท่ากับเมืองเล็ก ๆ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 กิโลเมตรเท่านั้น ผิวด้านนอกของดาวยังเป็นอนุภาคนิวตรอนทั้งหมด ซึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้านับหมื่นล้านเท่า

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก
https://www.bbc.com/thai/thailand-48174937 ด้วยค่ะ

มนุษย์รอดปาฏิหาริย์ได้อย่างไร หากขาดอากาศหายใจที่ก้นทะเลเกือบครึ่งชั่วโมง? 0


เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2012 คริส เลมอนส์ นักประดาน้ำมืออาชีพชาวอังกฤษวัย 39 ปี ต้องพบกับเหตุการณ์เฉียดเข้าใกล้ความตายมากที่สุดในชีวิต เมื่อสายส่งอากาศหายใจจากเรือที่ควบคุมงานก่อสร้างใต้ทะเลของเขาขาดสะบั้น ทำให้เขาตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่อากาศสำรองหมดลงใน 5 นาที คริสหมดลมหายใจอยู่ที่ก้นทะเลลึกอันมืดสนิทนานเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือและรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์
เรื่องราวที่เหลือเชื่อของคริสทำให้ผู้คนทั่วไปและบรรดานักวิทยาศาสตร์พากันตั้งคำถามว่า เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีมนุษย์รอดชีวิตมาได้จากการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานานขนาดนั้น เพราะตามปกติแล้วสมองจะหยุดทำงานเมื่อขาดออกซิเจนไปเพียง 2-3 นาที ซึ่งจะทำให้คนผู้นั้นเสียชีวิตลงได้อย่างรวดเร็ว

อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน
ในวันที่เกิดเหตุ คริสลงดำน้ำปฏิบัติงานตามปกติที่ก้นทะเลเหนือ (North Sea) ในระดับความลึก 100 เมตรจากผิวน้ำ โดยกำลังซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันดิบจากบ่อน้ำมันใต้ทะเล ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองอาเบอร์ดีนของสกอตแลนด์ไปราว 204 กิโลเมตร
ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ คริสต้องใช้วิธีการดำน้ำแบบอิ่มตัว (Saturation diving) ซึ่งนักประดาน้ำจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องปรับความดันบนเรือนานหลายวันหรือนานนับเดือน เพื่อปรับสภาพร่างกายอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมกับการทำงานใต้ทะเลลึกที่มีความดันสูง ซึ่งภาวะนี้ไนโตรเจนจะสามารถละลายเข้าไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้จนอิ่มตัว

หากนักประดาน้ำไม่ได้รับการปรับความดันร่างกายทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติงานแล้ว จะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตจากโรคน้ำหนีบ (Decompression sickness) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไนโตรเจนกลายสภาพเป็นฟองก๊าซในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ขณะที่นักประดาน้ำคลายความดันขึ้นสู่ผิวน้ำ
ในวันที่เกิดเหตุ คริสลงปฏิบัติงานด้วยระฆังดำน้ำ พร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนคือ เดฟ ยูอาซา ซึ่งเป็นนักประดาน้ำเช่นกัน รวมทั้งดันแคน ออลค็อก ซึ่งควบคุมงานอยู่ภายในระฆังดำน้ำ คริสมีประสบการณ์ดำน้ำแบบอิ่มตัวน้อยกว่าเพื่อนคือเพียง 1 ปีครึ่ง แต่เขาก็เป็นนักประดาน้ำมืออาชีพมาได้นานกว่า 8 ปีแล้ว
การซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันดิบในวันนั้นเริ่มขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่ไม่นานนัก สภาพคลื่นลมปั่นป่วนบนผิวน้ำทำให้เรือที่ควบคุมการทำงานใต้น้ำอยู่เคลื่อนจากตำแหน่งที่กำหนดไว้ ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการนำร่องและยึดพิกัดตำแหน่งของเรือขัดข้องชั่วคราว ทำให้เรือลากเอาสายเคเบิลหนาที่เป็นทั้งสายส่งไฟฟ้า สัญญาณสื่อสาร และส่งอากาศหายใจลงไปยังนักประดาน้ำด้านล่างหรือ “สายสะดือต่อชีวิต” ขาดออก
ในตอนแรกแรงดึงสายเคเบิลจากเรือทำให้คริสหงายหลังล้มลง เขาพยายามจะกลับขึ้นไปในระฆังดำน้ำ แต่สายเคเบิลดังกล่าวกลับไปติดอยู่กับโครงของสิ่งก่อสร้างใต้น้ำอย่างแน่นหนา ทำให้มันถูกดึงจนขาดในที่สุด ในขณะที่ตัวของคริสเองก็ถูกลากเข้าไปติดอยู่ในคานโลหะด้วย เดฟ ยูอาซา เพื่อนร่วมงานของเขามองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เพราะเขาถูกเรือลากออกห่างจากจุดเกิดเหตุไปทุกที

รอดได้อย่างปาฏิหาริย์
ขณะนี้ก้นทะเลอยู่ในสภาพที่มืดสนิทไร้แสงไฟส่อง คริสรวบรวมสติลุกขึ้นยืน หมุนปุ่มที่หน้ากากดำน้ำเพื่อปล่อยให้อากาศสำรองในถังที่แบกไว้บนหลังไหลเข้ามา แต่อากาศหายใจที่ว่านี้มีเพียงพอให้ใช้ต่อไปได้แค่ 6 นาทีเท่านั้น เขาพยายามคลำทางในความมืดเพื่อปีนขึ้นมาบนยอดสุดของโครงสิ่งก่อสร้างใต้ทะเล หวังว่าจะได้พบระฆังดำน้ำรอเขาอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่พอจะช่วยชีวิตเขาได้ทั้งสิ้น
คริสเล่าว่า “ผมพยายามสงบสติอารมณ์ เพื่อใช้อากาศที่เหลืออยู่ให้น้อยที่สุด นาทีนั้นผมตัดสินใจว่าคงจะไม่มีใครช่วยเหลือผมได้แล้ว จึงขดตัวลงเป็นก้อนกลมแล้วหายใจช้า ๆ”
ดร. ไมค์ ทิปตัน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธของสหราชอาณาจักรบอกว่า “ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถกักเก็บออกซิเจนไว้ได้มากนัก บางทีอาจจะเก็บได้แค่เพียงไม่กี่ลิตร ออกซิเจนนี้จะถูกใช้หมดไปช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับอัตราการเผาผลาญของแต่ละคน หากรู้สึกเครียดหรือตื่นตระหนกก็จะยิ่งใช้ออกซิเจนสำรองนี้หมดเร็วขึ้น”
ในชั่วขณะที่คริสนึกว่าคงเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิต เขาเล่าว่า “อากาศเฮือกสุดท้ายนั้นหายใจเข้าไปได้อย่างยากลำบาก แต่มันไม่ได้ทรมาน ผมรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะหลับ แต่ก็จำได้ว่ารู้สึกโกรธและรู้สึกผิดต่อคู่หมั้นของผมอย่างมากด้วย ผมรู้สึกโกรธเพราะคิดว่าเรื่องนี้จะสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้ผู้อื่น แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกถึงอะไรอีกเลย”
หลังเกิดเหตุ 30 นาที ระบบของเรือควบคุมปฏิบัติการใต้น้ำก็กลับคืนมาเป็นปกติ เพื่อนร่วมงานของคริสรีบลงน้ำไปกู้ร่างไร้สติของเขากลับขึ้นมายังระฆังดำน้ำ ก่อนจะนำขึ้นสู่ห้องปรับความดันภายในเรือทันที
เมื่อถอดหน้ากากดำน้ำออก คริสหน้าเขียวและหยุดหายใจแล้ว แต่การกู้ชีพด้วยวิธีเป่าปากช่วยหายใจเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เขาฟื้นขึ้นมา “ผมรู้สึกมึนงงและจำอะไรไม่ค่อยได้ มองไปรอบ ๆ เห็นเพียงเพื่อนนั่งหอบหายใจอยู่ ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงขนาดไหน”

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
การที่คริสสามารถรอดชีวิตมาได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำอธิบายที่อยู่เบื้องหลังเหตุปาฏิหาริย์นี้ โดย ดร. ทิปตัน มองว่าน้ำในทะเลเหนือที่เย็นจัดต่ำกว่า 3 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายและสมองของคริสเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว หลังจากสายส่งน้ำร้อนที่สร้างความอบอุ่นให้กับชุดนักประดาน้ำขาดเสียหาย
“การที่สมองเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในภาวะขาดออกซิเจน โดยอุณหภูมิที่ลดลงเพียง 10 องศาเซลเซียส ก็สามารถลดอัตราการเผาผลาญลงได้ถึงครึ่งหรือถึงหนึ่งในสาม หากลดอุณหภูมิของสมองให้เหลือเพียง 20 องศาเซลเซียสได้ มนุษย์จะมีโอกาสรอดชีวิตจากภาวะขาดออกซิเจนได้นานเกือบหนึ่งชั่วโมง” ดร.ทิปตันกล่าว
นอกจากนี้ การที่คริสดำน้ำแบบอิ่มตัวมานาน โดยมีการหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปปริมาณมาก ทำให้ออกซิเจนเหล่านี้ละลายเข้าไปสะสมอยู่ในเลือดและเนื้อเยื่อในภาวะความดันสูง ทำให้ร่างกายของเขามีแหล่งสำรองออกซิเจนที่เซลล์ต่าง ๆ สามารถดึงมาใช้ในภาวะฉุกเฉินได้มากกว่าคนทั่วไป
คริสไม่ได้เป็นผู้รอดชีวิตเพียงรายเดียวจากการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน ดร.ทิปตันบอกว่ายังมีอีกอย่างน้อย 43 กรณีที่เกิดเหตุคล้ายกัน รวมถึงเด็กหญิงวัยสองขวบครึ่งผู้หนึ่ง ที่รอดชีวิตมาได้หลังจมน้ำนานกว่า 66 นาที “เด็กและผู้หญิงนั้นร่างเล็กกว่าและสามารถลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วกว่า ทำให้มีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย” ดร.ทิปตันอธิบาย
ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนอร์เวย์ (NTNU) ยังชี้ว่า ร่างกายของผู้ที่ดำน้ำแบบอิ่มตัวเป็นเวลานาน มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแบบสุดขั้วถึงระดับพันธุกรรมเลยทีเดียว โดยยีนในเซลล์เม็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการทำงาน ทำให้มีการผลิตและขนส่งฮีโมโกลบินรวมทั้งเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกายลดลงในขณะที่ดำน้ำ ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้ออกซิเจนได้
เรื่องราวของคริสได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์สารคดี “ลมหายใจเฮือกสุดท้าย” หรือ Last Breath ซึ่งเผยว่าหลังจากที่รอดจากความตายมาได้อย่างเฉียดฉิว เขาได้เข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นในทันที แต่ก็ไม่วายจะกลับไปทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ ณ จุดเกิดเหตุระทึกขวัญจุดเดิม หลังเหตุการณ์ผ่านไปได้เพียงสามสัปดาห์เท่านั้น
“ผมรอดมาได้เพราะความเป็นมืออาชีพ และความเป็นวีรบุรุษกล้าหาญของคนรอบตัวผมเท่านั้น อันที่จริงแล้วผมมีส่วนช่วยเหลือตัวเองให้รอดชีวิตน้อยมาก นับว่าผมโชคดีแท้ ๆ” คริสกล่าวส่งท้าย


ขอขอบคุณสาระดีๆจาก
https://www.bbc.com/thai/international-48068232 ด้วยค่ะ

นักฟิสิกส์ได้ “ค่าคงที่ฮับเบิล” ใหม่ ชี้เอกภพยังขยายตัวเร็วเพิ่มขึ้นอีก 0

นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์สามารถวัดอัตราการขยายตัวของเอกภพ หรือที่เรียกว่า “ค่าคงที่ฮับเบิล” (Hubble Constant) ในครั้งล่าสุดของปีนี้ได้แล้ว โดยพบว่าจักรวาลของเราขยายตัวในอัตราเร่งที่สูงขึ้นไปยิ่งกว่าเดิมทุกที ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญต้องหันมาทบทวนหลักวิชาฟิสิกส์ในปัจจุบันเสียใหม่ เนื่องจากไม่อาจให้คำอธิบายกับปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

มีการรายงานถึงผลการวัดค่าคงที่ฮับเบิลล่าสุดในวารสาร The Astrophysical Journal โดยทีมนักวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ อดัม รีสส์ แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ของสหรัฐฯ ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเข้าช่วยในการวัดค่าดังกล่าวด้วยเทคนิคใหม่ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่าเดิม โดยวิธีนี้มีความเป็นไปได้ที่จะผิดพลาดเพียงหนึ่งในแสนเท่านั้น

ทีมของศ. รีสส์ ใช้ดาวแปรแสงเซฟีด (Cepheid variable ) ในกระจุกดาวฤกษ์ของเมฆแมกเจลแลนใหญ่ เป็นหลักหมายในการวัดระยะทางและคำนวณอัตราการขยายตัวของเอกภพในครั้งนี้ โดยดาวแปรแสงที่สว่างจ้ากว่าดวงอาทิตย์นับแสนเท่านั้น เป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) หรือประภาคารของจักรวาล ทำให้นักดาราศาสตร์ใช้ความสว่างและการกะพริบแสงในความถี่ที่แน่นอนของมันเป็นหลักเทียบวัด เพื่อคำนวณหาระยะทางในห้วงอวกาศได้อย่างแม่นยำ

ผลที่ได้พบว่า เอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งล่าสุดคือ 74.03 กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกะพาร์เซก ซึ่งหมายถึงเอกภพมีการขยายตัวเพิ่มในอัตรา 74.03 กิโลเมตรต่อวินาที ในระยะทางทุก ๆ 3.26 ล้านปีแสงที่เรามองออกไปจากโลก

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากที่ทีมนักวิจัยเดียวกันเคยวัดและคำนวณเอาไว้ในปีที่แล้ว ซึ่งเท่ากับ 73.5 กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกะพาร์เซก ทั้งยังเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง 9% เมื่อเทียบกับค่าคงที่ฮับเบิลดั้งเดิมที่คำนวณโดยใช้ข้อมูลจากการแผ่รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (Cosmic Microwave Background – CMB) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นสภาพของเอกภพขณะที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ ๆ ราว 380,000 ปีหลังเกิดเหตุการณ์บิ๊กแบง

ศ. รีสส์ ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 2011 บอกว่า “การที่ค่าคงที่ฮับเบิลซึ่งคำนวณได้ในขณะแรกกำเนิดจักรวาล กับค่าคงที่ฮับเบิลซึ่งวัดได้ล่าสุดมีความขัดแย้งกันนั้น ชี้ถึงประเด็นปัญหาใหม่ในทางจักรวาลวิทยาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความแตกต่างระหว่างตัวเลขทั้งสองนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกขณะ จนมาถึงจุดที่เรียกว่าไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรือความผิดพลาดในการตรวจวัดอย่างแน่นอน”

ศ.รีสส์ ชี้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากพลังงานมืด (Dark energy) ซึ่งคิดเป็นถึง 70% ของสสารและพลังงานทั้งหมดที่มีอยู่ในจักรวาล โดยพลังงานมืดนี้อาจมีพฤติกรรมแตกต่างออกไปจากที่เราเคยเข้าใจกัน เช่นมันอาจกำลังมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น หรือสสารมืด (Dark matter) อาจกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับสสารปกติทั่วไปอย่างรุนแรงขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเอกภพอย่างมีนัยสำคัญ

“แบบจำลองทางจักรวาลวิทยาที่เรามีอยู่ ยังไม่สามารถจะอธิบายเรื่องนี้ได้ เราอาจต้องค้นหาแนวทางของวิชาฟิสิกส์แขนงใหม่ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่แตกต่างกันสองชุดในสองห้วงเวลานี้เข้าด้วยกันได้” ศ. รีสส์กล่าว

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก https://www.bbc.com/thai/international-48077192 ด้วยค่ะ

กิจกรรมอบรม SoundPLAN วันที่ 29-30 เมษายน 2562 0

สวัสดีค่ะ วันนี้บริษัทจีโอนอยซ์มีรูปภาพบรรยากาศการจัดกิจกรรมการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ทางเสียง SoundPLAN สำหรับงานอุตสาหกรรม
รอบที่ 1-2 ครั้งที่ 2/2019 วันที่ 29-30 เมษยน 2562 เวลา 09:00 – 17:00 น.
ณ บริษัท จีโอนอยซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด ห้องฝึกอบรมชั้นที่ 2 ค่ะ

————————————————————————————
————————————————————————————

สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 
http://www.geonoise.co.th/ 
https://www.geonoise.com/
สามารถติดต่อเราได้ที่
Tel Office : 02-003-5904,081-9641982
Line : @geonoise

————————————————————————————
————————————————————————————

#Geonoise #GeonoiseThailand #Norsonic #Impedancetube#ตรวจวัดเสียง #เสียงรบกวน #เครื่องวัดเสียง #จำหน่ายเครื่องวัดเสียง#รับปรึกษาปัญหาเรื่องเสียง #ควบคุมเสียง #SoundSource#BuildingAcoustics #เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน 
#โปรแกรมเสียง #บริการสอบเทียบ #Calibration #NoiseAlarm#SoundPLAN #NoiseAtWork #Noisecontour #มลพิษทางเสียง#Acoustic #เครื่องวัดฝุ่น #Dustmate #หาแหล่งกำเนิดเสียง#วิเคราะห์เสียง #Measurement #Microphone #NoiseTraining#เครื่องแกะสลักแผงวงจร

เสียงมีกี่ประเภท 0

สวัสดีวันสุดสัปดาห์ของการทำงานค่ะ วันนี้ทางบริษัทจีโอนอยซ์มีเกร็ดความรู้มาให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ ว่าแล้วเราก็ไปอ่านกันเลยค่ะ

———————————————————————————–
————————————————————————————

สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 
http://www.geonoise.co.th/ 
https://www.geonoise.com/
สามารถติดต่อเราได้ที่
Tel Office : 02-003-5904,081-9641982
Line : @geonoise

————————————————————————————
————————————————————————————

#Geonoise #GeonoiseThailand #Norsonic #Impedancetube #ตรวจวัดเสียง #เสียงรบกวน #เครื่องวัดเสียง #จำหน่ายเครื่องวัดเสียง #รับปรึกษาปัญหาเรื่องเสียง #ควบคุมเสียง #SoundSource #BuildingAcoustics#เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน 
#โปรแกรมเสียง #บริการสอบเทียบ #Calibration #NoiseAlarm#SoundPLAN #NoiseAtWork #Noisecontour #มลพิษทางเสียง#Acoustic #เครื่องวัดฝุ่น #Dustmate #หาแหล่งกำเนิดเสียง #วิเคราะห์เสียง #Measurement #Microphone #NoiseTraining #เครื่องแกะสลักแผงวงจร