เกร็ดความรู้มลพิษทางเสียง 0

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงรบกวนในเมือง
แหล่งกำเนิดเสียงที่เป็นปัญหามากที่สุดในเมือง คือ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เรือหางยาวและรถอื่น ๆ ที่มีการดัดแปลงท่อไอเสีย
เลี่ยงจากการรับฟังเสียงดังอย่างไร
หลีกเลี่ยงที่ที่มีเสียงดังมากๆ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้เครื่องป้องกันหู เช่น ที่อุดหูหรือที่ครอบหู แต่ทางที่ดีที่สุด ควรป้องกันและแก้ไขจากต้นเหตุ
อันตรายจากเสียงดัง
อันตรายต่อการได้ยิน
– หูหนวกเฉียบพลัน เกิดจากการได้ยินเสียงดังมาก ๆ ทันที เช่น เสียงระเบิด
– หูหนวกชั่วคราวหรือหูหนวกถาวรเกิดจากการอยู่ในที่มีเสียงดังมากเป็นเวลานาน ๆ
อันตรายต่อสุขภาพทั่วไปและต่อจิตใจ
– รบกวนการพักผ่อน นอนหลับ
– ก่อให้เกิดความรำคาญและรบกวนการสื่อสารที่ใช้เสียง
– รบกวนการทำงานและประสิทธิภาพของการทำงานลดลง
– เกิดความเครียดและเสียสุขภาพจิต
– อาจเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและแผลในกระเพาะอาหาร
หูของท่านปกติหรือไม่
มีวิธีการตรวจอย่างง่าย ๆ 2 วิธี คือ
– ให้ท่านยืนหันหลังห่างจากเพื่อนของท่าน 5 ฟุต แล้วให้เพื่อนเรียกชื่อท่านด้วยเสียงดังตามปกติ ถ้าท่านได้ยินให้ขานตอบ ทำซ้ำ 5 ครั้ง ถ้าไม่ได้ยินเสียงเรียกแสดงว่าหูของท่านอาจผิดปกติ
– ให้ท่านกำมือแล้วใช้นิ้วชี้ถูกับนิ้วหัวแม่มือห่างจากหูประมาณ 1 เซนติเมตร และฟังเสียง ทดลองกับหูทีละข้าง ถ้าไม่ได้ยินเสียงต้องรีบปรึกษาแพทย์
จะรู้ได้อย่างไรว่าบริเวณใดมีเสียงดังถึงขึ้นอันตราย
– ถ้ายืนพูดคุยกันในระยะห่างประมาณหนึ่งช่วงแขนแล้วไม่ได้ยินและไม่เข้าใจกัน แสดงว่าบริเวณนี้มีเสียงดังถึงขั้นอันตราย
– ใช้มาตรระดับเสียงตรวจระดับเสียงบริเวณนั้น องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (USEPA) เสนอแนะว่าผู้ที่ได้รับเสียงเฉลี่ยเกิน 70 เดซิเบลเอ อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลานานจะกลายเป็นคนหูตึง

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.pcd.go.th/info_serv/air_noise.htm ด้วยค่ะ

มลภาวะทางเสียง 0


มลภาวะทางเสียง เป็นสภาวะที่มีการก่อให้เกิดเสียงที่มีการรบกวน อาจมาจากแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ ทั้งจากมนุษย์ , สัตว์ หรือเครื่องจักรต่างๆ โดยหากเกิน 85 เดซิเบล จะเป็นอันตรายต่อหู ยิ่งถ้าเกิน 90 เดซิเบลจะเป็นอันตรายต่อหูอย่างมาก ดังนั้นไม่ควรเข้าใกล้บริเวณที่มีเสียงดังเกินจะรับได้
ทั้งนี้ แหล่งที่มาของเสียงภายนอกทั่วโลกส่วนใหญ่มาจากการก่อสร้างและระบบการขนส่ง รวมทั้ง เสียงรบกวนจากพาหนะยานยนต์ , เครื่องบิน และรถไฟ [1][2] หรือแม้แต่การวางผังเมืองที่ไม่ดีอาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงได้เช่นกัน และทางด้านแหล่งอุตสาหกรรมข้างเคียง ตลอดจนการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยก็อาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงในพื้นที่บริเวณที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน
มลภาวะทางเสียงทั้งภายในและภายนอกอาคารมีหลายชนิด อาทิ เสียงเตือนภัยจากรถ , เสียงไซเรนสัญญาณฉุกเฉิน , อุปกรณ์เครื่องกล , พลุ , ฮอร์นบีบอัดอากาศ , เครื่องเจาะถนน , เสียงสุนัขเห่า , เครื่องใช้ไฟฟ้า , การแสดงแสงสีเสียง , ระบบเสียงเพื่อความบันเทิง , โทรโข่งไฟฟ้า และเสียงตะโกนจากมนุษย์

ผลกระทบจากภาวะมลพิษทางเสียง
1.ผลกระทบต่อการได้ยิน แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ
– หูหนวกทันที เกิดขึ้นจากการที่อยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังเกิน 120 เดซิเบล
– หูอื้อชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีระดับเสียงดังตั้งแต่ 80 เดซิเบลเอขึ้นไปในเวลาไม่นานนัก
– หูอื้อถาวร เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีระดับความดังมากเป็นเวลานานๆ
1.ด้านสรีระวิทยา เช่น ผลกระทบต่อระบบการหมุนเวียนของเลือด ต่อมไร้ท่อ อวัยวะสืบพันธุ์ ระบบประสาท และความผิดปกติของระบบการหดและบีบลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
2.ด้านจิตวิทยา เช่น สร้างความรำคาญ ส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อน ผลต่อการทำงานและการเรียนรู้ รบกวนการสนทนาและการบันเทิง
3.ด้านสังคม กระทบต่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ขาดความสงบ
4.ด้านเศรษฐกิจ มีผลผลิตต่ำเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานลดลง เสียค่าใช้จ่ายในการควบคุมเสียง
5.ด้านสิ่งแวดล้อม เสียงดังมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ เช่น ทำให้สัตว์ตกใจและอพยพหนี
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87 ด้วยค่ะ

ผลกระทบจากมลพิษทางเสียง 0

สถิติการร้องเรียนของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า “เสียง” เป็นมลพิษที่ถูกร้องเรียนมากเป็นอันดับ 3 ซึ่งมีทั้งหมด 202 เรื่องในปีที่แล้ว โดยเสียงที่เป็นปัญหามากที่สุด มาจากสถานบันเทิง ร้านอาหาร ร้านรับซื้อของเก่า รองลงมาคือเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรม เสียงจากอาคารที่พักอาศัย เสียงจากการก่อสร้าง รวมไปถึงเสียงจากการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง
มลพิษทางเสียง หมายถึงเสียงที่เราไม่พึงประสงค์จะได้ยิน สร้างความรำคาญ ไปจนถึงทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
สำหรับเสียงที่ดังไม่เกิน 30 เดซิเบล ไม่ถือเป็นมลพิษทางเสียงและไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่เมื่อเสียงเริ่มดังตั้งแต่ 30 ถึง 60 เดซิเบล จะเริ่มสร้างความรำคาญ และเสียงที่ดัง 60 ถึง 90 เดซิเบล ถือว่าอันตราย กระทบสุขภาพทำให้นอนไม่หลับ เกิดความตึงเครียด มีผลทำให้ความดันเลือดสูง ส่วนเสียงที่ดังมากๆ เกิน 90 เดซิเบลขึ้นไป แพทย์ ย้ำ อันตรายต่อการได้ยิน อาจทำให้หูตึงชั่วคราว หรือหูตึงถาวรได้
แนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงที่ผ่านมา หากเป็นเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือมีระดับความดังเกิน 80 – 90 เดซิเบล จะมีกฎหมายควบคุมเอาผิดอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่ตรวจสอบตามที่รับแจ้ง
ส่วนเสียงรบกวนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งในชุมชน ร้านค้า บ้านใกล้เรือนเคียง เจ้าหน้าที่จะเน้นลงพื้นที่ทำความเข้าใจตกลงร่วมกัน ปรับพฤติกรรมเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ ก่อนใช้มาตรการตามกฎหมาย
ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าแหล่งกำเนิดเสียงในเมืองที่เป็นปัญหามากที่สุด คือจากรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เรือ โดยเฉพาะท่อไอเสียที่มีการดัดแปลง

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://news.ch7.com/detail/307952 ด้วยค่ะ

หูตึงก่อนวัยภัยเงียบจากเสียงดัง 0

ข่าวคราวของคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่อาร์ซีเอ มีหนุ่มสาวไปร่วมสนุกกันอย่างล้นหลาม แต่ต่อมากลับมีเสียงร้องเรียนจากผู้อาศัยอยู่คอนโดมิเนียมใกล้สถานที่จัดงานว่าเสียงเพลงจากคอนเสิร์ตดังสนั่นจนกระจกหน้าต่างร้าว
แม้ทางกรมควบคุมมลพิษ จะวัดค่าระดับความดังของเสียงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อชี้พื้นที่ที่เข้าข่ายมลภาวะทางเสียงเกินมาตรฐาน ซึ่งส่งผลทำลายอวัยวะการได้ยิน และก่อให้เกิดความเจ็บปวดและภาวะป่วยไข้ทั้งร่างกายและจิตใจได้ แต่ในทางปฏิบัติ ความอ่อนไหวต่อเสียงดังของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน แตกต่างตามวัย และสภาพร่างกาย
เสียงที่ดังเกินไปทำร้ายร่างกายโดยตรงแน่นอน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ชี้ถึงภัยของเสียงที่ชัดเจน ได้แก่ ความเจ็บปวดและอวัยวะรับเสียงเกิดความเหนื่อยล้า การสูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับชั่วคราว จนถึงขั้นหูตึงและหูหนวก อารมณ์หงุดหงิดรำคาญ ผลกระทบต่อพฤติกรรมการแสดงออก เช่น คนที่ได้รับเสียงดังมากๆ จะกลายเป็นคนก้าวร้าว ต่อต้านสังคมและจิตใจหยาบกระด้าง การสื่อสารไม่ดีเนื่องมาจากการได้ยินไม่ดี หรือ เกิดภาวะนอนไม่หลับทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากนั้นเสียงดังยังมีผลกระทบถึงระดับฮอร์โมน ที่อาจทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่องได้
มาตรฐานการใช้เสียงขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับใช้ในสหภาพยุโรป มีประเทศฝรั่งเศส เป็นแม่แบบ ใช้ noise map และติดตั้ง noise meter ตามสถานที่ต่างๆ ผู้ใช้เสียงเกินกำหนด จะถูกลงโทษ ส่วนวันหยุดและสุดสัปดาห์ห้ามใช้เครื่องตัดหญ้า ในแถบย่านที่อยู่อาศัย ห้ามใช้เครื่องยนต์ รถยนต์เก่าที่ก่อให้เกิดเสียงรบกวน

– ห้องนอนที่เงียบสงบในเวลากลางคืน จะมีความเข้มเสียงเฉลี่ยที่ 20 เดซิเบล หากเกินถึง 30 เดซิเบล จะมีผลรบกวนการนอนหลับ

– การสนทนาของคนในระดับปกติ เท่ากับ 60 เดซิเบล และย่านที่อยู่อาศัย 50 เดซิเบล

– เสียงจากถนนปกติ 70 เดซิเบล แต่ในกรุงเทพฯ ถนนเกือบทุกสาย เสียงเกินและในย่านจอแจ อาจสูงถึง 85 เดซิเบล

– สวนสาธารณะ โดยเฉลี่ย ไม่ควรเกิน 50 เดซิเบล แต่สวนสาธารณะในประเทศไทย มีการใช้เสียงรบกวนที่มากถึง 75-82 เดซิเบล และมากกว่าเวลามีกิจกรรมเต้นแอโรบิก
แล้วเสียงดังอย่างไรที่เรียกว่าดังมาก และควรหลีกเลี่ยงอย่างไร
หูคนเราไม่ควรรับเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล คือเสียงที่ดังจนพูดกันไม่รู้เรื่องในระยะห่าง 1 เมตร ในโรงงานที่เสียงดัง 85 เดซิเบล จึงไม่ควรทำงานเกิน 8 ชั่วโมง และควรหยุดพักอยู่ในที่เงียบทุก ๆ 5 วันทำงาน และควรใช้เครื่องป้องกันเสียง เสียงที่ดังเกิน 90 เดซิเบล ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่ควรสัมผัสเลย โดยเฉพาะเสียงระเบิด เสียงปืน เสียงในสถานบันเทิงเริงรมย์ เสียงเครื่องบินขณะเครื่องออก ดังได้ถึง 120 เดซิเบล หรือมากกว่านั้น คนเราไม่ควรสัมผัส เสียงดัง 120 เดซิเบล โดยเด็ดขาด
สอดคล้องกับข้อมูลจาก ศ.พ.ญ.สุจิตรา ประสานสุข ผู้อำนวยการศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว เสียงในหู โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ขณะนี้วัยรุ่นไทยอยู่ในภาวะวิกฤติทางการได้ยิน โดยพบว่ามีวัยรุ่นจำนวนมากต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากมีภาวะเสียงรบกวนในหู ที่จะนำมาสู่การเกิดภาวะหูตึง เพราะวัยรุ่นในปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบการได้ยินที่ไม่ถูกต้อง เช่น การคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน การฟังเอ็มพี 3 ไอพอด และการเข้าผับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดหูตึงก่อนวัย
หูหนวก หูตึง ป้องกันได้ งดฟังเสียงดังมาก และ นานเกินไป ช่วยกันลดเสียง หมั่นตรวจวัดการได้ยิน ก่อนจะสูญเสียมัน
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/52562 ด้วยค่ะ

ระฆังวัดไทร – คอนโด : มลพิษทางเสียงในเมืองแบบไหนที่น่ากังวล ? 0

ระฆังวัดไทร – คอนโด : มลพิษทางเสียงในเมืองแบบไหนที่น่ากังวล ? – BBCไทย
กรณีมีผู้อยู่อาศัยในคอนโดสูงแห่งหนึ่งในย่านบางคอแหลม ร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตกรณีที่วัดไทร ที่อยู่ติดกับคอนโดมิเนียมใกล้กันตีระฆังเสียงดังรบกวน ในช่วงเวลาเช้ามืดของทุกวัน ก่อนที่สำนักงานเขตจะส่งหนังสือขอความร่วมมือไปทางวัดให้ลดเสียงตีระฆัง จนกลายเป็นกระแสถกเถียงกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า วัดจำเป็นจะต้องยุติการตีระฆังเพื่อปลุกพระมาปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งที่วัดสร้างมาหลายร้อยปีหรือไม่
นอกจากข้อถกเถียงทางสิทธิ์และกฎหมายในประเด็น “สิทธิ์ของผู้อยู่มาก่อน” แล้ว บีบีซีไทยชวนสำรวจเรื่องของ “เสียง” ในอีกมุมหนึ่ง อันได้แก่ มลพิษทางเสียงในกรุงเทพฯ ว่าน่ากังวลมากน้อยแค่ไหน
จะแก้ปัญหาความแออัดในพื้นที่เมืองใหญ่ได้อย่างไร ?
พบเมืองใหญ่ขยายตัวกระทบต่อวิวัฒนาการพืชและสัตว์นับพันชนิด
“เสียงการจราจรบนถนน” 80% ของมลพิษทางเสียงในกรุงเทพฯ
อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) และผู้จัดการโครงการแผนที่เสียง (Noise Map) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เรื่องมลพิษทางเสียงยังคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรทั้งในต่างประเทศและไทย ที่จริงแล้วเสียงในเมืองเป็นประเด็นสาธารณะที่คนทั่วไปน่าจะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ส่วนร่วมในการตัดสินใจรวมทั้งร้องเรียนเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงที่เกิดขึ้นด้วย เมืองที่มีเสียงดังมากก็จะส่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนที่อยู่อาศัย
ในงานวิจัยของไทยที่ผ่านมาสรุปว่า มลพิษทางเสียงร้อยละ 80 ของกรุงเทพนั้นเป็นเสียงการจราจรในท้องถนนอย่าง เช่น เสียงแตร เสียงเครื่องยนต์รถ ฯลฯ
กฎหมายของไทยก็ได้กำหนดค่ามาตรฐานของเสียงต่าง ๆ ไว้ว่า ค่ามาตรฐานของเสียงที่บุคคลหนึ่งจะได้รับที่ไม่กระทบกับสุขภาพตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก คือ 80 เดซิเบลเอ ต่อการได้ยินตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วนเสียงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อย่างเช่น เสียงขุดเจาะถนน ฯลฯ จะเรียกว่าเสียงรบกวน
ในกรณีของเสียงระฆังของวัดที่กำลังได้รับการพูดถึงอยู่ในขณะนี้ อดิศักดิ์ระบุว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่ได้ดังตลอดเวลา ซึ่งหากจะพิจารณาในกรณีเรื่องมลพิษทางเสียงก็อาจจะเข้าข่ายเสียงรบกวน

WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
อย่างไรก็ตาม ก็มีปัจจัยหลายประการที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยว่า เสียงระฆังนั้นเป็นเสียงรบกวนและสร้างปัญหาจริงหรือไม่ เช่น จากช่วงเวลาที่ดัง ระดับของเสียง ระยะทางจากแหล่งกำเนิดเสียงถึงคนได้ยิน ไปจนถึงเรื่องของประเพณีวัฒนธรม และการอยู่มาก่อนของวัดและชุมชนรอบข้าง
“แต่ในความเห็นของผม การร้องเรียนเรื่องว่าวัดตีระฆังและก่อเสียงรำคาญ อาจจะเป็นเรื่องแปลกสักหน่อย เพราะวัดและชุมชนอยู่มานานแล้ว คอนโดเพิ่งมาสร้างอาจจะแค่ 10 ปี เมื่อเลือกมาอยู่คอนโดนี้ก็อาจจะต้องเข้าใจและยอมรับสิ่งแวดล้อมประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนนั้น ๆ อย่างไรก็ตามการหารือไกล่เกลี่ยกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด” อดิศักดิ์ กล่าวกับบีบีซีไทย
มาตรฐานระดับเสียงทั่วไปควรดังแค่ไหน ?
ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) กำหนดให้ค่าระดับเสียงทั่วไป เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ และค่าระดับเสียงสูงสุด ไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ
เสียงระดับนี้มีความดังเท่าใด กรมควบคุมมลพิษ ยกตัวอย่างระดับเสียงในชีวิตประจำวันอย่างเช่น เสียงดังจากสวนสาธารณะ มีระดับ 45 เดซิเบลเอ และเสียงดังในที่ทำงาน มีระดับเสียง 65 เดซิเบลเอ
ส่วนค่ามาตรฐานเสียงรบกวน กฎหมายกำหนดไว้ที่ 10 เดซิเบลเอ ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2550)
อย่างไรก็ตาม มลพิษเสียงในเมืองก็เป็นเรื่องที่แวดวงของผู้ออกแบบและพัฒนาเมืองให้ความสนใจ โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ อดิศักดิ์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยอีกว่า โครงการแผนที่เสียง (Noise Map) เกิดขึ้นเพราะมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักรู้ถึงภัยจากมลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่ โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยเริ่มเก็บข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเสียงจากสองเขต คือ บางรัก และปทุมวัน และจะเริ่มขยายโครงการออกไปให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นและร้องเรียนได้ในช่วงต่อไป
เมืองไหนในโลกที่มี “มลพิษทางเสียง” เลวร้ายที่สุด
เมื่อเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว เวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม (World Economic Forum) ได้เผยแพร่บทความอันดับเสียงที่เลวร้ายที่สุดในโลก เมืองที่มีสถานการณ์ทางเสียงแย่ที่สุดในโลกอยู่ที่เมืองกว่างโจว ของประเทศจีน ขณะที่เมืองที่มีปัญหามลพิษทางเสียงต่ำที่สุด คือ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เมืองที่มีมลพิษทางเสียงเป็นอันดับต่อมาได้แก่ เดลีของอินเดีย ไคโร มุมไบ อิสตันบลู และปักกิ่ง ตามลำดับ
ดัชนีชี้วัดการได้ยินเสียง ได้เกิดจากการเก็บข้อมูลด้วย digital hearing app หรือ แอพพลิเคชั่นที่สร้างโดย Mimi Hearing Technologies GmbH. วิเคราะห์จากการทดลองเก็บข้อมูลการรับรู้ทางเสียงจากผู้ใช้งานแอปฯ กว่า 200,000 คน ผนวกรวมข้อมูลมลพิษทางเสียงจากองค์การอนามัยโลก และองค์กรวิจัยอิสระของนอร์เวย์ ก่อนนำมากำหนดจุดมลพิษทางเสียงจาก 50 เมืองทั่วโลก

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

ระฆังวัดไทร – คอนโด : มลพิษทางเสียงในเมืองแบบไหนที่น่ากังวล ?

ด้วยค่ะ