สาเหตุและผลกระทบของมลพิษทางเสียง 0

สาเหตุและผลกระทบของมลพิษทางเสียง
สาเหตุของมลพิษทางเสียง
เสียงที่ดังเกินความจําเป็นจนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยของคน มาจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย ที่สําคัญ ได้แก่ (ศิริพรต ผลสินธุ. 2534:222-223)
1. การคมนาคม มีการใช้รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์ รถบรรทุก และเครื่องบิน เพิ่มมากขึ้น ทําให้ระดับเสียงเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน อาจจําแนกให้เห็นได้ดังนี้
รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง (ตุ๊ก ๆ) มีระดับเสียง 35 เดซิเบล
รถยนต์ มีระดับเสียง 60 – 25 เดซิเบล
รถบรรทุก มีระดับเสียง 95 – 120 เดซิเบล
รถไฟวิ่งห่าง 100 ฟุต มีระดับเสียง 60 เดซิเบล
เครื่องบิน มีระดับเสียง 100 – 140 เดซิเบล
สํานั กงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้กําหนดค่าระดับเสียงในย่านที่อยู่อาศัยใน เวลากลางวันและกลางคืนไว้ ไม่เกิน 60 เดซิเบลและ 55 เดซิเบลตามลําดับ สําหรับระดับเสียงที่ ประกาศโดยพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร อันเกิดจากเครื่องยนต์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยนต์ จักรยานยนต์ในสภาพปกติไม่เกิน 95 เดซิเบล เมื่อวัดระดับเสียงด้วยเครื่องวัดเสียงในระยะห่าง 7.5 เมตร โดยรอบ
2. โรงงานอุตสาหกรรม เป็นเสียงที่เกิดจากการทํางานของเครื่องจักรขนาดต่าง ๆ ซึ่งทําให้ เกิดระดับเสียงแตกต่างกันไปตั้งแต่ 60 เดซิเบล จนถึง 120 เดซิเบล แล้วแต่ขนาดแรงมาของเครื่องจักร วัสดุที่ใช้ทําฝาหรือเพดานโรงงาน รวมทั้งสภาพแวดล้อมของโรงงานด้วย
3. จากครัวเรือน เป็นเสียงที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่อง ดูดฝุ่น เครื่องขัดพื้น วิทยุ และโทรทัศน์ ทําให้เกิดระดับเสียงประมาณ 60 -70 เดซิเบล
4. เสียงรบกวนที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ การโฆษณา ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และเสียง ทะเลาะ วิวาทต่าง ๆ

ผลกระทบของมลพิษทางเสียง
ข้อกําหนดขององค์การอนามัยโลก สําหรับระดับเสียงที่ปลอดภัยคือ ไม่เกิน 85 เดซิเบล เมื่อ สัมผัสวันละ 8 ชั่วโมง อันตรายที่เกิดจากมลพิษของเสียง ถ้าให้สัมผัสวันละหลาย ๆ ชั่วโมงเป็นเวลา นาน ๆ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายที่พอจะจําแนกได้ดังนี้คือ
1. ผลต่อจิตใจ
– ก่อให้เกิดอาการหงุดหงิด รําคาญใจ ประสาทเครียด
– ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
– ก่อให้เกิดการคลุ้มคลั่ง เสียสมาธิ
2. ผลต่อร่างกาย
– ทําให้หัวใจเต้นแรง อัตราการหายใจเปลี่ยนแปลง
– ทําให้เกิดกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ เป็นโรคแผลในกระเพาะและโรคกระเพาะ อาหาร
– ทําให้ความดันโลหิตสูง
– ทําให้กล้ามเนื้อกระตุก เกิดอาการเหนื่อยหอบและแพ้
– ทําให้นอนไม่หลับ
– ทําให้ประสาทหูเสื่อม อาจทําให้หูพิการ หูตึง หูหนวก
3. ผลต่อการทํางาน ทําให้ประสิทธิภาพของการทํางานลดลง การติดต่อประสานงาน ล่า ช้า บางครั้งเกิดการผิดพลาดทําให้งานเสีย หรืออาจทําให้เกิดอุบัติเหตุได้
4. ผลต่อการสื่อสาร เสียงดังกว่าปกติอาจรบกวนต่อการสื่อสาร การรับสัญญาณ และการรับ คําสั่งต่าง ๆ อันอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
5. เกิดความเสียหายต่อวัตถุ เสียงที่มีระดับสูง เช่น เสียงจากเครื่องบินชนิดเร็วกว่าเสียง ทํา ให้เกิดการสั่นสะเทือน บางครั้งยังมีความดันทําให้อากาศมีความดันสูงขึ้นระหว่าง 1-10 ปอนด์ต่อตา รางฟุต ทําให้วัตถุหรือสิ่งก่อสร้างบางชนิด เช่น กําแพง ฝาผนัง หลังคา และหน้าต่าง สั่นไหวได้ หน้า ต่างกระจกถูกทําลายได้
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.rmuti.ac.th/user/thanyaphak/Web%20EMR/Web%20IS%20Environmen%20gr.4/Mola7.html ด้วยค่ะ

เสียงดังของเมืองอาจทำให้การสูญเสียการได้ยิน 0

เมื่อเร็วๆนี้วารสารทางการแพทย์แลนเซ็ตได้เผยว่าความสูญเสียการได้ยินเป็นการระบาดแบบเงียบๆที่เกิดจากมลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่ ซึ่งนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มิมี่ แอนด์ ชาไรต์ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้รวบรวมข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกและสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งชาตินอร์เวย์ (SINTEF) มาจัดอันดับมลพิษทางเสียงในหลายเมืองทั่วโลกเพื่อเชื่อมโยงกับการสูญเสียการได้ยินของประชากรใน 50 เมืองใหญ่ โดยทดสอบการได้ยินผ่านโทรศัพท์มือถือจากประชากร 200,000 คน
พบว่าในเขตเมืองใหญ่อย่างเมืองกวางโจวในจีน นิวเดลีในอินเดีย ไคโรในอียิปต์ อิสตันบูลในตุรกี เป็นเมืองที่การได้ยินอยู่ในระดับย่ำแย่มากที่สุด เช่นเดียวกับเมืองซูริกในสวิตเซอร์แลนด์ เวียนนาในออสเตรีย ออสโลในนอร์เวย์ มิวนิกในเยอรมนี ต่างมีระดับการได้ยินลดลง ในขณะที่เมืองสตอกโฮล์มในสวีเดน โซลในเกาหลีใต้ อัมสเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ สตุตการ์ตในเยอรมนี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มความเสี่ยงน้อยกว่า โดยเมืองเซี่ยงไฮ้ในจีน เกาะฮ่องกง บาร์เซโลนาในสเปน เป็นเมืองที่ผลิต เสียงดังมาก ส่วนปารีสในฝรั่งเศสมีเสียงดังมากเป็นอันดับ 3
การศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วประชากรที่อาศัยในเมืองที่มีเสียงดังที่สุดมากกว่า 10 ปีจะสูญเสียการได้ยินมากกว่าประชากรที่อาศัยในเมืองที่เงียบสงบ ด้านนักวิชาการโสตวิทยากล่าวว่า หากตรวจพบการสูญเสียการได้ยินก่อนหน้านี้ จะยิ่งมีโอกาสที่จะป้องกันความเสียหายได้มากขึ้น ทั้งนี้ นักวิจัยด้านพันธุกรรมในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้พยายามศึกษาความเชื่อมโยงการสูญเสียการได้ยินกับความผิดปกติทางพันธุกรรมเช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.thairath.co.th/content/886541 ด้วยค่ะ

“ใส่หูฟัง-เสียงดังเกิน” เสี่ยง..ประสาทหูเสื่อม” 0

3 มีนาคมของทุกปี เป็นวันการได้ยินโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการรณรงค์กระตุ้นเตือนให้ประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญของการได้ยิน และป้องกันการสูญเสียการได้ยิน หรือหูเสื่อม
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ในประเทศไทยมีผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยินมากกว่า 2.7 ล้านคน ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานมีแนวโน้มหูเสื่อมมากขึ้น
“ปัญหาการสูญเสียการได้ยิน นอกจากจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส อุบัติเหตุกระทบกระแทกทางศีรษะ ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุแล้ว การทำงานหรือไปเที่ยวในสถานที่ที่เสียงดัง รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใส่หูฟังเป็นเวลานาน การคุยโทรศัพท์เสียงดังเกินไป รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานในที่มี เสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ติดต่อกันเกิน 8 ชั่วโมง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะความบกพร่องทางการได้ยินมากขึ้น” นพ.เจษฎาบอก
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาสูญเสียการได้ยิน จะมีอาการเบื้องต้น คือ ได้ยินเสียงดังผิดปกติในหู เช่น ได้ยินเสียงซ่าๆเหมือนเสียงสัญญาณทีวี เสียงเหมือนน้ำไหล เสียงคล้ายเสียงจิ้งหรีด หรือรู้สึกว่าการได้ยินแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ

“สาเหตุในบางครั้งก็เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เช่น มีขี้หูอุดตัน แก้วหูทะลุ แต่ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คือ ภาวะประสาทหูเสื่อม ที่แพทย์จะทำได้เพียงป้องกันไม่ให้เสื่อมมากขึ้น หรือชะลอการเสื่อม”
คุณหมอเจษฎา บอกด้วยว่า หากพบประสาทหูเสื่อมมากจนมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีผลต่อการเรียนหรือการทำงาน การแก้ไขมี 2 วิธี คือ 1.ใช้เครื่องช่วยฟัง และ 2.การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในกรณีที่ใช้ เครื่องช่วยฟังไม่ได้ผล แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหูเสื่อมน่าจะสำคัญที่สุด โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน หากเลี่ยงไม่ได้ควรป้องกันโดยการใส่เครื่องป้องกันเสียง พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจทำให้เกิดอาการประสาทหูเสื่อมแบบเฉียบพลัน
ด้าน นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผอ.รพ.ราชวิถี บอกว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคสูญเสียการได้ยิน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี มากกว่า 3,000 คน โดย รพ.ราชวิถี ถือเป็นโรงพยาบาลที่ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมให้กับผู้ป่วยมากที่สุดในประเทศไทย
ในการรณรงค์เนื่องใน “วันการได้ยินโลก” หรือ World Hearing Day นพ.ดาวิน
เยาวพลกุล และ นพ.สุประพล จันทพันธ์ กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี ได้แนะนำ วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของผู้ที่มีอาการหูหนวกในขั้นต้นว่า มักเริ่มจากการได้ยินสิ่งที่คนอื่นพูดไม่ชัด เปิดทีวีเสียงดังกว่าปกติ เพราะไม่ได้ยิน เสียงทีวี หรือมีอาการที่บ่งชี้ว่าประสาทหูเสื่อม เช่น ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องจี๊ดๆอยู่ในหู ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทดสอบว่ามีอาการประสาทหูเสื่อมหรือไม่
คุณหมอดาวิน บอกว่า คนที่ได้รับเสียงดังมากเกินไป แก้วหูชั้นในอาจจะเสียได้ ถึงแม้จะเป็นการได้ยินเสียงดังในระยะเวลาสั้นๆ เช่น เสียงประทัด เสียงปืน ที่บางครั้งได้ยินแค่ครั้งเดียวก็อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมอย่างถาวรได้
“ที่พบมากขึ้น คือ กลุ่มวัยรุ่นที่ใส่หูฟังตลอดเวลา แม้จะไม่ใช่เสียงที่ดังมาก แต่ถ้าใส่เป็นระยะเวลานานๆ ก็มีโอกาสทำให้เกิดประสาทหูเสื่อมได้เช่นกัน” คุณหมอดาวินบอก
ขณะที่ คุณหมอสุประพล บอกว่า ปัจจัยของการได้ยินเสียง ที่ทำให้เกิดอันตรายกับหู มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ ความดังและระยะเวลาที่หูสัมผัสกับเสียงนั้นๆ บางทีไม่ต้องดังมาก แต่อยู่กับเสียงนั้นนานๆก็อาจทำให้มีปัญหาได้
ในทางวิชาการเสียงที่มีความดังระดับ 85 เดซิเบล ไม่ควรรับเกิน 8 ชม. ซึ่งหากต้องไปอยู่ในที่เสียงดังแบบเลี่ยงไม่ได้ ควรหาทางป้องกันด้วยการใส่ที่ครอบหู หรือใส่เอียปลั๊ก เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงที่เข้าไปในหูดังมากเกินไป
นอกจากโรคหูเสื่อมจากการได้ยินแล้ว ยังมีโรคที่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆของโรคหูอีกโรคหนึ่ง นั่นก็คือโรคหูติดเชื้อ
พญ.นภัสถ์ ธนะมัย กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี บอกว่า โรคหูติดเชื้อ เป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆของปัญหาหูที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุด โรคหูติดเชื้อเป็นได้ทั้งหูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน ที่รู้จักกันดี คือ โรคหูชั้นกลางติดเชื้อ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ หูน้ำหนวก ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มแรกคือ ปวดหูมาก บางคนมีไข้ร่วมด้วย ต่อมาอาจจะมีน้ำหนองหรือน้ำขุ่นๆไหลออกจากหู ต่อมาอาการปวดจะลดลง ซึ่งแสดงว่าแก้วหูทะลุแล้ว
“แก้วหูของคนเรามีโอกาสปิดเองได้สนิท แต่ในบางคน เยื่อแก้วหูไม่ปิด ก็ทำให้มีน้ำไหลออกจากหูเป็นๆหายๆอีกได้ สาเหตุของหูน้ำหนวกเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในหูชั้นกลาง มักเกิดร่วมกับการเป็นหวัด และการที่ท่อปรับความดันที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางและโพรงจมูกด้านหลังทำงานผิดปกติ ทำให้เวลาเราเป็นหวัด เชื้อโรคสามารถผ่านเข้าท่อปรับความดันไปที่หูชั้นกลางได้” คุณหมอนภัสถ์บอกและว่า ความรุนแรงของหูน้ำหนวกนั้น อาจส่งผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน หรืออาจสูญเสียการได้ยิน และหากเป็นหูน้ำหนวกเรื้อรังชนิดรุนแรง อาจมีการติดเชื้อเข้าไปสู่หูชั้นใน และเข้าสมองทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีในสมอง ปวดศีรษะรุนแรง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด.

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.thairath.co.th/content/1229961 ด้วยค่ะ

วิจัยเสียงกังหันลมอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต 0

กังหันลมที่เป็นแหล่งพลังงานสะอาดทดแทนซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือส่งผลต่อภาวะโลกร้อน และกลายเป็นสิ่งปกติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ถึงจะมีประโยชน์แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อผู้คน เพราะเมื่อเร็วๆนี้มีรายงานลงในวารสารสังคมวิทยาศาสตร์นานาชาติเพื่อเผยแพร่และส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเสียงในอเมริกา (Acoustical Society of America) อ้างว่าเสียงดังจากกังหันลมกำลังส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวนาบางแห่งที่อาศัยอยู่ใกล้กังหันลม
จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมโดยรัฐบาลแคนาดาในปี พ.ศ.2555-2556 ซึ่งในช่วงนั้นรัฐบาลได้ส่งแบบสำรวจไปยังบ้านเรือนทั้งหมดที่อยู่ภายใน 600 เมตรของกังหันลมในเมืองออนทาริโอ หรือเกาะพรินซ์ เอ็ดเวิร์ด และสุ่มสำรวจบ้านที่ห่างจากกังหันลมประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งการวิจัยก่อนหน้าไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงของความใกล้ชิดระหว่างผู้อยู่อาศัยกับกังหันลม รวมถึงปัญหาการนอนหลับ ความดันโลหิตสูง หรือความเครียด ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ในแคนาดาและบริษัทด้านวิศวกรรมที่ช่วยวางแผนและสร้างฟาร์ม กังหันลมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา จึงตั้งข้อสังเกต ว่าระยะห่างที่อยู่อาศัยจากกังหันลมมีผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างไร
ผลวิจัยล่าสุดเผยว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้คนซึ่งมองเห็นกังหันลมจากบ้านของตนเองจะเกิดความรำคาญเพิ่มขึ้น เพราะกังหันลมอาจติดตั้งในที่ที่ผู้คนมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ไม่ใช่การทดลองแบบควบคุมเพื่อพิสูจน์ว่า การอยู่ใกล้กับกังหันลมมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างไร ที่สำคัญคือนักวิจัยยังขาดข้อมูลเสียงจริง รวมทั้งยังใช้แบบจำลองของกังหันลมในการวิจัย.

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.thairath.co.th/content/1336066 ด้วยค่ะ

บริษัท จีโอนอยซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด รับปรึกษาและจำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับด้านเสียงค่ะ 0

บริษัท จีโอนอยซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด รับปรึกษาปัญหาวิศวกรรมการควบคุมเสียง ความสั่นสะเทือน ทั้งยังมีการประเมินปัญหาและวิเคราะห์ แก้ไข รวมไปถึงการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงโดยเฉพาะ และเรายังจำหน่ายอุปกรณ์กันเสียง เครื่องวัดเสียง และอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วยค่ะ หากสนใจหรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามตามลิ้งค์นี้ได้เลยนะคะ https://www.geonoise.co.th และ https://www.facebook.com/Geonoise ค่ะ

ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มาเยี่ยมชม บริษัท จีโอนอยซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด ยินดีให้บริการค่ะ