ชาวบ้านร้อง เรือหางยาวส่งสินค้าชาวเมียนมาเสียงดัง จนนอนไม่หลับ 0


ประเด็นคือ – ชาวบ้านรืมคลองและชายฝั่ง จ.ระนอง ร้องทหารช่วยเหลือ หลังเรือหางยาวของชาวเมียนมา เสียงดังรบกวน จนชาวบ้านนอนไม่หลับ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็ก
เมื่อวันที่ 17 ม.ค.61 ร.อ.ภูษิต รัตนบำรุง นายทหารปฎิบัติการหัวหน้าชุดเครือข่ายภาคประชาชน ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่อยู่ตามแนวคลองและชายฝั่งว่า ได้รับความเดือดร้อนจากเรือหางยาวที่มาจากประเทศเมียนมา โดยเฉพาะเรือหางยาวบรรทุกสัตว์น้ำที่ติดเครื่องเรือหางยาว 3 เครื่องในเรือลำเดียวกัน พบว่าช่วงเช้ามืดที่เรือของชาวเมียนมาเข้ามาในน่านไทยแล้วเข้ามาตามริมคลองตามแนวชายฝั่งจะเร่งเครื่องเพื่อแข่งกันทำงาน ทำให้เกิดเสียงดังมากจนชาวบ้านที่กำลังหลับนอนได้รับความเดือดร้อนจากมลภาวะทางเสียงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็ก


ล่าสุด ร.อ.ภูษิต กล่าวว่า หลังได้รับการร้องเรียน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ จากนั้นนำกำลังทหาร สุนัขทหาร พร้อมกำลังพลเครือข่ายภาคประชาชน ลงเรือเร็วจากหน่วยชุดเฉพาะกรมทหาราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรีออกตรวจตามแนวชายฝั่ง ตามแนวชายคลอง ที่มีเรือหางยาวของชาวเมียนมาเข้ามาส่งสินค้าและส่งสัตว์น้ำ

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบเรือหางยาวจำนวนมากโดยเฉพาะเรือที่ติดเครื่องจำนวน  3 เครื่องต่อลำ จึงให้ผู้ควบคุมเรือทำการติดเครื่องพร้อมฟังเสียงเครื่อง พบว่ามีเสียงดังมากตามที่ได้รับการร้องเรียนจริง จึงได้อธิบายผ่านล่ามให้ผู้ควบคุมเรือชายเมียนมาได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ไปทำการแก้ไข โดยเรือทุกลำที่เข้าตรวจสอบได้ทำการจดบันทึกรายละเอียดของเรือแต่ละลำไว้ เพื่อนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งหลังจากนี้จะเว้นระยะเอาไว้เพื่อให้ผู้ควบคุมเรือทำการแก้ไข แต่หากยังเมินเฉยไม่แก้ไข ทางชุดจะเข้ามาตรวจสอบอีกครั้งหากเรือที่ทางหน่วยได้ทำการจดบันทึกเอาไว้ไม่ทำการแก้ไข จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเดืดร้อนจากมลภาวะทางเสียง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://workpointnews.com/2018/01/17/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA/?fbclid=IwAR0rswY0P9DFTCSy5DvAHcFqCiJ2n30vtz0HKO9hvThIjN7DhQmoO1B3-zQ ด้วยค่ะ

จับแอดมิน-โจ๋แว้นนับร้อย ซิ่งป่วน-ฉี่ม่วง เชือด บิ๊กไบก์ท่อดัง 24 คัน สั่งห้ามวิ่ง 30 วัน 0



จับแอดมิน-โจ๋แว้นนับร้อย ซิ่งป่วน-ฉี่ม่วง เชือด บิ๊กไบก์ ท่อดัง 24 คัน สั่งห้ามวิ่ง 30 วัน
เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 26 ม.ค. ที่บริเวณลานหน้าห้างซีคอนศรีนครินทร์ กทม. พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พร้อม ด้วย พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงศ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ศปอส.ตร.(TACTICS) เจ้าหน้าที่บช.สตม., บช.ปส., บช.ทท., บก.สปพ.(191) กองบังคับการตำรวจจราจร และเจ้าหน้าที่ บก.น.4
ร่วมกันแถลงผลจับผู้ต้องหาแอดมินโพสต์ชักชวนแข่งรถ ตามหมายจับ และกวดขันตรวจค้นร้านจำหน่ายท่อไอเสียไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) ตรวจรถ จยย.บิ๊กไบก์ ท่อเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (95เดซิเบล) และจับกุมเด็กเยาวชนและยึดรถจยย.ที่ออกมารวมกลุ่มมั่วสุมตามจุดต่างๆเพื่อเตรียมแข่งขันรถ ในพื้นที่ บก.น.4


พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ตามคำสั่งคสช.ที่ 22 /2558 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาแอดมินเพจตามหมายจับจำนวน 1 ราย โดยจากการสืบสวนทราบว่ามีเพจเฟซบุ๊คชื่อ”นาโนไวท์” ซึ่งมีพฤติกรรมโพสต์ชักชวนให้กลุ่มวัยรุ่นออกมารวมตัวมั่วสุมแข่งรถในทางสาธารณะ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีกลุ่มวัยรุ่นสนใจติดตามกว่า 31,000 คน

โดยในการแข่งขันแต่ละครั้ง มีการรวมตัวมากกว่า 100 คันและถ่ายทอดสดลงในเฟซบุ๊กและแชร์ต่อเป็นจำนวนมากกว่า 500 คน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนผู้พักอาศัยในพื้นที่เกิดเหตุและใกล้เคียง และผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก ซึ่งภายหลังทราบว่า เจ้าของเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวคือ นายธีระพล สวนพนาไพร อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 94 เพจที่ 110 ที่มีการถูกปิดไป ในความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนให้มีการแข่งขันรถในทางสาธารณะ” ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทางตำรวจได้จับกุมกลุ่มรถจยย.ที่ออกมารวมตัวสร้างความเดือดร้อน 81 คัน จยย.บิ๊กไบก์ อีก 15 คัน รวมทั้งหมด 96 คัน มีผู้กระทำผิด 67 ราย แบ่งเป็นเยาวชน 27 ราย ผู้ใหญ่ 40 ราย ในจำนวนนี้มีเยาวชนถูกตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะจำนวน 4 ราย ผู้ใหญ่ 3 คนและเยาวชน 1 คน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบร้านตกแต่งและดัดแปลงท่อรถจยย.ที่ไม่มี มอก.

โดยตรวจสอบทั้งสิ้น 21 ร้านยึดท่อไอเสียเพื่อตรวจสอบจำนวน 33 รายการ และตรวจรถบิ๊กไบก์ จำนวน 43 คัน พบมีท่อไอเสียเสียงดังเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด คือ 95 เดซิเบล จำนวน 24 คัน จึงได้ออกคำสั่งห้ามใช้รถเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบก่อนทำประวัติและส่งตัวเข้ารับการอบรมกับทางตำรวจต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2136186 ด้วยค่ะ

มลพิษทางเสียง 0

ปัญหาเสียง นอกจากจะก่อให้เกิดความรำคาญแล้ว ยังก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ในปัจจุบันทลพิษทางเสียง ได้ทวีความรุนแรง และกระจายไปตามจุดต่างๆ ของ กทม. และเมืองใหญ่ทั่วไปในต่างจังหวัด สาเหตุประการสำคัญ เกิดจากการคมนาคมขนส่ง การจราจรที่แออัดหนาแน่นสำคัญ เกิดจากการคมนาคมขนส่ง การจราจรที่แออัดหนาแน่น ตลอดจนการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทีกระทำอย่างต่อเนื่อง มีเพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง หรือผู้ที่สัญจรไปมายังนำไปสู่ผลเสียหาย ต่อระบบเศรษฐกิจอีกด้วย สถานการณ์มลพิษทางเสียงใน กทม. และต่างจังหวัดมีดังนี้1. ในเขต กทม.จากข้อมูลการเฝ้าระวังมลพิษทางเสียง ของกรมควบคุมมลพิษ ในบริเวณริมถนน ใน กทม. ในช่วงปี พ.ศ.2539-2540 ณ จุดตรวจวัดต่างๆ พบว่า มลพิษทางเสียงยังคงเป็นปัญหาที่มีแนวโน้ม เป็นอันตรายต่อการได้ยินอย่างต่อเนื่อง ทุกจุดที่ตรวจวัดมีระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป(1,2,3) 
จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ฝุ่นละอองรวมเฉลี่ย 1 ปี บริเวณทั่วไปใน กทม. ในช่วงปี พ.ศ.2537-2539 มีปริมาณเพิ่มขึ้นโดยตลอด และในปี พ.ศ.2540 เริ่มมีปริมาณลดลงเล็กน้อย (กราฟ 2.2) หากพิจารณาฝุ่นละอองรวมในแต่ละสถานีตรวจในปี พ.ศ.2540 พบว่า ทุกแห่งไม่เกินมาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง แต่ค่าสูงสุดเฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีบางบริเวณที่เกินมาตรฐาน ได้แก่ บริเวณสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ซอยอารีย์สัมพันธ์ สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สนามกีฬาเคหะชุมชนห้วยขวาง โรงเรียนนนทรีวิทยา ยานนาวา และโรงเรียนสิงหราชวิทยาคม บางขุนเทียน(4)

สำหรับบริเวณริมคลองที่มีเรือสัญจรไปมา กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการตรวจวัดความดังเสียง ณ จุดตรวจต่างๆ ของคลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว คลองผดุงกรุงเกษม คลองเปรมประชากร ระหว่างปี พ.ศ.2538-2540 ค่าสูงสุดเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อย มีเพียงบางจุดบริเวณริมคลองแสนแสบ ที่มีค่าสูงสุดเกินค่ามาตรฐาน โดยภาพรวมแล้ว มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย
 
2. ในส่วนภูมิภาค
ปี พ.ศ.2539 กรมอนามัย ได้ทำการเฝ้าระวังความดังเสียง ในพื้นที่เขตเมือง ย่านการจราจรคับคั่ง ชุมชนหนาแน่น ตลอดจนบริเวณที่มีกลุ่มประชากรที่มีควาไวรับสูงทั้งหมด 7 จังหวัด คือ ในภาคกลาง (นนทบุรี) ภาคตะวันออก (ระยอง) ภาคเหนือ (สุโขทัย กำแพงเพชร) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นครราชสีมา ขอนแก่น) และภาคใต้ (สงขลา) ซึ่งมีการตรวจวัด 2 แบบ คือ สถานีตรวจวัดแบบประจำ และสถานีตรวจวัดเป็นครั้งคราว ผลการตรวจวัดพบว่า ทุกสถานีที่ตรวจวัด ยกเว้นสถานีจังหวัดระยอง มีค่าระดับเสียงเกินมาตรฐาน ที่กำหนดในบางช่วงเวลา หรือตลอดช่วงเวลาที่ทำการตรวจวัด คิดเป็นร้อยละ 20-100 ของจำนวนตัวอย่าง(4)
สำหรับในปี พ.ศ.2540 กรมอนามัยได้เปลี่ยนจุดเฝ้าระวัง ึความดังเสียง ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบแนวโน้ม ปัญหาความดังเสียงในพื้นที่เดิมได้ทั้งหมด แต่จะสังเกตเห็นว่า ในจังหวัดขอนแก่น บริเวณสถานีจนส่งมีระดับความดังเสียง ดีขึ้นเล็กน้อย โดยที่ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด ลดลงจาก 77 เดซิเบล เหลือ 72 เดซิเบล เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.2539 สำหรับสถานีอื่นๆ ที่เป็นจุดเฝ้าระวัง ใน จ.นครสวรรค์ สระบุรี เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.2539 พบมีค่าระดับเสียงเกินมาตรฐาน ที่กำหนดในบางช่วง คิดเป็นร้อยละ 38-69 ของจำนวนตัวอย่าง แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง คือ สถานีเฝ้าระวัง ใน จ.สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี อุบลราชธานีบางจุด บริเวณดังกล่าวเป็นสถานศึกษา ของเด็กนักเรียน พบว่า ทุกตัวอย่างที่เก็บตรวจมีระดับเสียง เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด
สำหรับสถานีตรวจวัดความดังเสียง ในส่วนภูมิภาคของกรมควบคุมมลพิษ ในระหว่างปี พ.ศ.2539 และ 2540 ซึ่งได้ทำการตรวจวัด ในเขตจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม ส่วนใหญ่มีระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน มีจำนวนตัวอย่างที่เกินค่ามาตรฐาน เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในปี พ.ศ.2540 มีเพียงสถานีตรวจวัดของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ที่มีจำนวนตัวอย่างเกินค่ามาตรฐาน สูงผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.2539 เนื่องจากมีกิจกรรมก่อสร้างบริวณใกล้สถานีตรวจวัด
ตารางที่ 3.1 กลุ่มผู้ทำงานในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงาน
ระดับเสียง แบบพื้นที่ dB(A) เฉลี่ย 8 ซม.
จำนวนพนักงานที่ศึกษา (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงดังมากเกินไป (NLHL) (คน)
– ประกอบเครื่องยนต์
81.2-88.0
7
1 (14.3%)
– ผลิตเบียร์, น้ำดื่ม และโซดา
84.8-97.5
176
104 (59.1%)
– ห้างสรรพสินค้า
73.3-89.4
76
19 (25.0%)
รวม
 
259
124 (47.9%)

ตารางที่ 3.2 กลุ่มผู้ที่ทำงานในกิจกรรมการก่อสร้าง
สถานที่ทำการตอกเสาเข็ม
ระดับเสียง แบบพื้นที่ db(A) เฉลี่ย 8 ชม.
จำนวนพนักงานที่ศึกษา (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงดังมากเกินไป (NLHL) (คน)
– โครงการก่อสร้างทางด่วน
93.4-93.8
86
24 (27.4%)
– โครงการหมู่บ้านจัดสรร
87.2
– โครงการส่วนราชการ
91.5
รวม
 
86
24 (27.4%)

ตารางที่ 3.3 กลุ่มผู้ที่ทำงานในเส้นทางจราจร
ผู้ที่ทำงานในเส้นทางจราจร
ระดับเสียง แบบพื้นที่ db(A) เฉลี่ย 8 ชม.
จำนวนพนักงานที่ศึกษา (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงดังมากเกินไป (NLHL) (คน)
พนักงานกวาดถนน ของ กทม.
72.7-92.7
64
7 (10.9%)

ตารางที่ 3.4 กลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ริมเส้นทางจราจร
– เสียงรบกวนจากการจราจร
พื้นที่ศึกษา
ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชม.
ชุมชนที่ศึกษา (แห่ง)
ความรู้สึกต่อเสียงรบกวน ของผู้ที่อยู่อาศัย
– เส้นทางจราจรสายหลัก 3 เส้น ทางถนนสุขุมวิท, ถนนพหลโยธิน, ถนนรามอินทรา-สุวินทวงศ์
57.5-81.0 (ค่ามาตรฐาน 70 db(A))
16
– บริเวณรามอินทรา กม.8 (69%)
– ชุมชนใกล้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (67.6%)
– ชุมชนบ้านคลองหนึ่ง (60.4%)
– เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ
พื้นที่ศึกษา
ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชม.
กลุ่มเป้าหมาย (คน)
อาการผิดปกติทางการได้ยิน จากการรับเสียงมากเกินไป (คน)
ผู้สูญเสียการได้ยิน อายุเฉลี่ย (ปี) / ระยะเวลาของผู้อยู่อาศัย (ปี)
– ชุมชนริมเส้นทางเยาวราช
71.4-83.0 (83)
33
7 (21.2%)
33/16
– ชุมชนย่านสะพานควาย
78.5-83.4 (75)
73
14 (19.2%)
42/24

ตารางที่ 3.5 กลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม
พื้นที่ศึกษา
ค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชม.
กลุ่มเป้าหมาย (คน)
ความรู้สึกรบกวนจากเสียง (%)
มาก
ปานกลาง
น้อย
ไม่รู้สึก
– บริเวณริมรั้ว รง. ผลิตเบียร์
61.0
พระภิกษุสงฆ์ใกล้ รง.รวมทั้งสิ้น 58 คน
12.5
37.5

50
– บริเวณชุมชนใกล้ รง.
70.9
ครู / เจ้าหน้าที่โรงเรียน

6.0
6.0
88
 
 
รวมทั้งสิ้น 58 คน
 
 
 
 
ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ โครงการศึกษาผลกระทบมลพิษทางเสียง และความสั่นสะเทือนต่อสุขภาพ สิงหาคม พ.ศ.2541
 กรอบที่ 3.1
ผลกระทบมลพิษทางเสียงต่อสุขภาพ
อันตรายของเสียง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้เด่นชัดที่สุด จากอาการประสาทหูเสื่อม หรือการเสื่อมของการได้ยิน ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ได้แก่
ความเข้มของเสียง (Intensity) เสียงที่มีความเข้มสูง หรือเสียงที่ดังมาก จะทำลายประสาทหูได้มาก
ความถี่ของเสียง (Frequency) เสียงที่มีความถี่สูง หรือเสียงแหลม จะทำลายประสาทหูได้มากกว่า เสียงที่มีความถี่ต่ำ
ระยะเวลาที่ได้ยินเสียง (Duration) การสัมผัสเสียงเป็นเวลานาน จะทำให้ประสาทหูเสื่อมได้มากขึ้น
ลักษณะของเสียง (Nature of Sound) เสียงที่ดังติดต่อกันไป (Continuous Noise) จะทำลายประสาทหูน้อยกว่า เสียงที่กระแทกไม่เป็นจังหวัดหวะ (Impulse Noise)
ความไวต่อการเสื่อมของหู (Individual Susceptability) เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน บางคนเสื่อมง่าย บางคนเสื่อมยาก
ในปี พ.ศ.2541 กรมควบคุมมลพิษได้รายงานการศึกษา ผลกระทบมลพิษทางเสียงต่อสุขภาพ ซึ่งดำเนินการศึกษาในพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล ใน 5 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ทำงานในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ที่ทำงานในกิจกรรมก่อสร้าง กลุ่มผู้ที่ทำงานในเส้นทางจราจร กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยริมเส้นทางสัญจร และกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ริมเส้นทางจราจร ผลการศึกษาระดับเสียง และตรวจสมรรถภาพการได้ยิน ดังข้อมูลในตารางที่ 3.1-3.5 และสรุปผลได้ดังนี้
กลุ่มผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม ระยะเวลาการสัมผัสเสียง 8 ชั่วโมงต่อวัน ที่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 5 ปี ส่งผลให้จำนวนผู้ที่มีอาการผิดปกติดังกล่าว ในกลุ่มนี้สูงสุดถึงร้อยละ 47.9 ต่างจากกลุ่มผู้ที่ทำงานในกิจกรรม การก่อสร้างในช่วงตอกเสาเข็ม เนื่องจากมีอายุงานที่น้อย และมีระยะเวลาการสัมผัสที่ไม่แน่นอน
ส่วนกลุ่มที่ทำงานในเส้นทางจราจรนั้น ร้อยละของอาการผิดปกติของการได้ยิน จากการรับเสียงดัง มีค่าต่ำสุดในจำนวน 4 กลุ่มที่ศึกษา ระดับเสียงที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นเสียงจากจราจร ซึ่งต่ำกว่าระดับเสียง ในสถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม
ผู้ที่อยู่อาศัยริมเส้นทางจราจร พบว่า จะเกิดอาการผิดปกติของการได้ยิน สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากระยะเวลาการสัมผัสต่อวัน ที่มากกว่า และระยะเวลาที่อยู่อาศัยนานกว่านั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://advisor.anamai.moph.go.th/main.php?filename=env203 ด้วยค่ะ

‘เสียงรบกวน’ วิกฤตสุขภาพใจกลาง ‘ความเป็นเมือง’ 0


ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากกาขยายตัวของ “ความเป็นเมือง” แบบไร้ระเบียบจะสร้างสิ่งสกปรกทางสายตาแล้ว ท้องถนนตามเมืองใหญ่ที่คลาคลั่งด้วย ‘วัฒนธรรมรถยนต์’ ยังเพิ่มปริมาณปัญหามลพิษทางอากาศ และมลพิษทางเสียงให้มากขึ้นด้วย ดังนั้น ในอนาคตประชากรเกือบครึ่งโลกต้องทนทุกข์กับเสียงแตร เสียงไซเรน เสียงกรีดร้อง และเสียงขุดเจาะแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

อินโฟกราฟิกชิ้นหนึ่งบนเว็บไซต์เอนเซีย (Ensia) นำเสนอมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในปี 2100 ประชากรโลก 84 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 10.8 พันล้านคน จะเป็น ‘คนเมือง’ นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางมลพิษทางเสียงที่กำลังบานสะพรั่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วธรรมชาติของมนุษย์มักเลือกฟังเฉพาะเสียงอบอุ่น ละมุนละไม มากกว่าสัมผัสกับเสียงหยาบกระด้าง หรือดังเกินไป ซึ่งส่งผลเสียต่อสมดุลร่างกาย และสภาพจิตใจ


แน่นอนว่า ต้นสายปลายเหตุของเสียงมลพิษในสิ่งแวดล้อมหนีไม่พ้นเรื่อง ‘การคมนาคมขนส่ง’ ตัวการสำคัญทำให้ป่วยไข้กันได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น รถบรรทุกน้ำมันดีเซลที่อยู่ห่างออกไป 50 ฟุต สามารถสร้างเสียงรบกวนได้ 90 เดซิเบล และการที่มนุษย์รับเสียงเกินกว่า 85 เดซิเบล ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินชั่วคราว หรืออาจจะหูดับถาวร
ยังไม่หมดแค่นั้น มลพิษทางเสียงเป็นอะไรมากกว่าเสียงจากการจราจร อุบัติเหตุทางยวดยาน หรือการบีบแตรของรถยนต์คันหลัง เพราะการพัฒนาเมืองที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จำเป็นต้องมาพร้อมกับเสียง ‘การก่อสร้าง’ (Construction Noise) ที่อาศัยเครื่องจักรกลหนัก ซึ่งส่งเสียงอันน่าเกรงขามเป็นเวลานานหลายปี และสามารถสะท้อนเสียงไปยังบริเวณพื้นที่สงบรอบๆ ทำให้คนบ้านใกล้โครงการก่อสร้าง เส้นทางรถไฟ หรือสนามบิน ต้องทุกข์ทรมานอยู่กับเสียงรบกวนทุกๆ ช่วงเวลาที่เกิดแรงสั่นสะเทือน และมันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการปวดศีรษะ
คุณอาจไม่เชื่อว่า มลพิษทางเสียงสามารถสร้างความหายนะต่อสุขภาพ และเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของมนุษย์ แต่ทั้งหมดไม่ใช่การกล่าวเกินจริง เพราะมีผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า หากสัมผัสกับมลพิษทางเสียงดังเกินไป หรือต่อเนื่องยาวนาน จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เกิดอาการนอนไม่หลับ และหูดับฉับพลัน ซึ่งสภาวะดังกล่าวอาจส่งผลเสียรุงแรงต่อสุขภาพด้านอื่นๆ เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นระดับความเครียด และส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง จนสุดท้ายปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าจะตามมา
เนื่องจากปัจจุบันเมืองต่างๆ บนโลกกำลังมีขนาดใหญ่มากขึ้น ทว่ากลับไร้ความรับผิดชอบต่อการสร้างวิกฤตเสียงรบกวน ดังนั้น นอกจากแรงสั่นสะเทือนของโครงการก่อสร้างแล้ว ปัจจัยที่เร่งเร้าให้ปัญหามลพิษทางเสียงเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ คือการวางผังเมืองที่มองไม่เห็นทางออกในการช่วยลดระดับเสียงรบกวนให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และหากพิจารณาเรื่องราวให้ละเอียด ดูเหมือนสิ่งที่สามารถป้องกันไม่ให้สังคมอนาคตเต็มไปด้วยคนหูหนวกคงต้องเริ่มต้นที่การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษทางเสียงในหมู่ประชาชนทั่วไป พร้อมๆ กับหาหนทางกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการผสมผสานนวัตกรรมการควบคุมเสียง และมาตรการด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน

ต้องยอมรับว่า ปัญหาเสียงรบกวนเป็นเรื่องท้าทายของมนุษย์โลกมานานแล้ว เพียงแต่ระดับความรุนแรงของปัญหามันเพิ่มมากขึ้น เพราะความเจริญทางเศรษฐกิจ และกระบวนผลิตของเครื่องจักรกล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีตัวอย่างการแก้ไขปัญหาให้เห็นอยู่บ้างคือ เมื่อขอบคอนกรีตสำเร็จรูปตามแนวขอบถนน หรือทางรถไฟ สามารถช่วยกีดกั้นชุมชนจากส่งเสียงรบกวนขณะยานพาหนะแล่นผ่านได้ วิศวกรแถบยุโรปเลยพัฒนาวัสดุก่อสร้าง และออกแบบสิ่งกีดขวางใหม่ๆ เพื่อห่อหุ้มเสียงบนเส้นทางหลวง หรือกระจายเสียงออกไปในโทนต่ำ
ความจริงรถยนต์ไฟฟ้าส่งเสียงเงียบกว่าเครื่องยนต์ที่ขับเคลือนด้วยน้ำมันเบนซินและดีเซลแน่นอน แต่มันก็ยังเกิดเสียงรบกวนจากแรงเสียดทานของยางรถยนต์ พื้นถนน และกระแสลม ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าบางครั้งก็เงียบเกินไป จนรัฐบาลต้องกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้ามีเสียงรบกวนบ้างเล็กน้อย เพื่อไม่ให้คนขับรถสบายเกินไป เพราะเดี๋ยวจะงีบหลับเสียก่อน
นอกจากนั้น การสนองตอบของชุมชนต่อเสียงรบกวนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น วัฒนธรรม การมีส่วนร่วม อายุ ความสนใจ นโยบาย และประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น โดยปัจจุบันวิธีลดปัญหาเสียงรบกวนแบบธรรมดาสามัญทั่วไปมี 3 วิธี ได้แก่ ควบคุมแหล่งกำเนิดเสียง ปรับทางเดินเสียงจากแหล่งกำเนิด และป้องกันหูของตัวเอง โดยใช้จุกอุดหู (Ear Plug) เครื่องสวม เพื่อช่วยลดเสียงดังที่เข้ามาในหู หรือเดินออกมาพักหูบ้าง

ในท้ายที่สุด ตัวเปลี่ยนเกมอาจเป็นเพียงแค่การเสาะหาข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบาย และวิศวกรสามารถนำไปปฏิบัติจริง ขณะเดียวกันนักวิจัยบางคนก็กำลังพยายามยกระดับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อย่างทีมนักวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองวิจัยดนตรีและเสียง (Music and Audio Research Lab – MARL) มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่เปิดตัวโครงการเสียงแห่งนิวยอร์กซิตี้ (Sounds of New York City – SONYC) โดยพยายามกระจายเซ็นเซอร์ขนาดกะทัดรัดออกไปตลอดนิวยอร์กซิตี้ เพื่อสร้างแผนที่เสียงของเมือง ก่อนทำความเข้าใจทิศทางการกระจายเสียงภายในเมือง และแสดงพื้นที่ที่มลพิษทางเสียงเข้มข้นมากสุด
เนื่องจากนิวยอร์กเป็นเมืองไม่เคยหลับไหล จึงเป็นสถานที่ทดลองชั้นดีของโครงการดังกล่าว และหากประสบความสำเร็จข้อมูลของนิวยอร์กสามารถนำไปศึกษาด้านสุขภาพ และความปลอดภัย เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของมลพิษทางเสียงที่เกิดขึ้นกับชีวิต และสัตว์ป่าในบริเวณใกล้เคียง

เมื่อลองจิตนาการถึงอนาคตของโลกอันเงียบสงบ แต่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกก็อาจจะพบว่า ความเงียบแท้จริงนั้นกลับกลายเป็นสิ่งหายาก

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมใหม่ๆ อาจจะเข้ามาช่วยให้มนุษย์สามารถผ่านเสียงอึกทึกครึกโครมบนโลกได้ง่ายขึ้น

สุดท้าย อีกหนึ่งเรื่องจริงที่น่าเศร้าคือ นก และสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด กำลังถูกโจมตีจากมลพิษทางเสียงด้วยเช่นกัน เพราะพวกมันต่างพึ่งพาการเปล่งคลื่นเสียงในการหาเหยื่อ หรือผสมพันธุ์ แต่มลพิษทางเสียงสามารถทำลายพฤติกรรมเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ค้างคาว ที่อาศัยกระบวนการบอกระยะทาง และทิศทางด้วยเสียง (Echolocation) เพื่อย้ายถิ่นฐาน และออกหาอาหาร ทว่าระดับเสียงรบกวนสูงจะทำให้ความสามารถของพวกมันด้อยลง หรือกรณีเสียงดังตามแนวชายฝั่งที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของหอยนางรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาคุณภาพน้ำทะเลให้คงอยู่ในระดับยั่งยืน

——————————-

อ้างอิงข้อมูลจาก – Futurism

Topic

ภัยคุกคามสุขภาพ,มลพิษทางเสียง,ความเป็นเมือง,ปัญหาสุขภาพ,เสียงรบกวน,คนเมือง

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://voicetv.co.th/read/Hy74AZ4QM ด้วยค่ะ

เสียงดัง เเค่ไหนเรียกว่า “มลพิษทางเสียง” 0


เสียงดัง เเค่ไหนเรียกว่า “มลพิษทางเสียง”
เสียงดัง จากกระเเสดราม่าร้อนเเรงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากการตีระฆังเสียงดัง ของวัดไทร ทำให้ผู้ที่อาศัย (คนเดียว ??) อยู่ในคอนโดข้างๆ อดรนทนไม่ไหว  เพราะเสียงดังมาก เสี่ยงหูหนวก น่ารำคาญ จนต้องไปฟ้องสำนักงานเขต ไม่วายต้องโร่ออกหนังสือเตือนวัดดัง จนกลายเป็นกระเเสข่าวดังอยู่ในชั่วโมงนี้

เเต่เอ๊ะ!! เสียงจะดังจนทำให้หูหนวก หูบอด สร้างความเสียหายต่อหูได้มากจริงหรอ
อาจารย์จุฬา ระบุ เสียงตีระฆัง ไม่ทำให้หูหนวก เพราะความดังไม่ถึง 100 เดซิเบล
ล่าสุด อาจารย์สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความแสดงความเห็นลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า
“หากความดังของการตีระฆัง อยู่ที่ 120 เดซิเบล ในระยะ 1 เมตร คาดว่า ระดับความดังของการตีระฆัง วัดจากหอระฆังไปยังตัวคอนโดมิเนียม ที่ห่างประมาณ 300 เมตร หรือ 800 เมตร อยู่ที่ประมาณ 62-70 เดซิเบลที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ทั้งนี้ปัจจัยการได้ยินของแต่ละชั้น จะไม่เท่ากัน เพราะถ้ายิ่งสูง จะได้ยินเสียงตีระฆังเบาลง”

อย่างไรก็ตามมาตรฐานระดับเสียงทั่วไปตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) กำหนดให้ค่าระดับเสียงทั่วไป เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ และค่าระดับเสียงสูงสุด ไม่เกิน 115เดซิเบลเอ  ถึงจะถือว่าปลอดภัย ไม่ก่อมลภาวะทางเสียงให้น่ารำคาญแค่คนอื่น
สำหรับค่ามาตรฐานของเสียงที่บุคคลหนึ่งจะได้รับที่ไม่กระทบกับสุขภาพตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก คือ 80 เดซิเบลเอ ต่อการได้ยินตลอด 24 ชั่วโมง


เครื่องเจาะถนนที่กำลังทำงาน ต้องมีระดับความดังไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ
เสียงในชีวิตประจำวันดังแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรมควบคุมมลพิษ ได้ยกตัวอย่างระดับเสียงในชีววิตประจำวัน ไว้เป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้
เสียงดังจากสวนสาธารณะ มีระดับ 45 เดซิเบลเอ
เสียงดังในที่ทำงาน มีระดับเสียง 65 เดซิเบลเอ
เสียงจราจร เสียงรถบรรทุก ระดับเสียง 90 เดซิเบลเอ 
เสียงเครื่องเจาะถนน 115 เดซิเบลเอ 
เสียงเครื่องบินขึ้น 125  เดซิเบลเอ 
ค่ามาตรฐานเสียงรบกวน กฎหมายกำหนดไว้ที่ 10 เดซิเบลเอ ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2550)

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://goodlifeupdate.com/healthy-body/117836.html?fbclid=IwAR1BDoHkDi8qFJZn4-i8z0DygcW9YFMdmqM9MO8jpfqHsmjna62PxfyBq7o ด้วยค่ะ