‘มลพิษทางเสียงรุนแรง’ ส่งผลกระทบต่อกายเเละจิตใจ 0


https://www.voathai.com/a/health-karachi-noise-pollution-tk/4426461.html

ซูแบร์ อาลี (Zubair Ali) เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจร บอกว่าเวลามีคนเรียก เขาไม่ได้ยินเพราะเสียงการจราจรบนท้องถนนดังมาก เเละรู้สึกโกรธกับมลพิษทางเสียงเเต่ทำอะไรไม่ได้
และประชาชนในเมืองคาราจี ทางใต้ของปากีสถาน ต่างรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ พวกเขาเบื่อหน่ายกับมลพิษทางเสียง หลายคนยอมรับว่ามลพิษทางเสียงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมือง แต่หลายคนไม่รู้ว่าเสียงที่ดังอยู่ตลอดเวลาเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
การสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่า มลพิษทางเสียงในเมืองคาราจีรุนแรงขึ้น
ระดับความดังของเสียงวัดด้วยหน่วยเดซิเบล เสียงการสนทนาทั่วไปมีความดังระหว่าง 50-60 เดซิเบล และเสียงการจราจรอยู่ที่ 80 เดซิเบล บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าระดับเสียงที่ดังราว 85 เดซิเบลอาจจะสร้างความรำคาญ แต่ยังถือว่าเป็นระดับที่ปลอดภัย แต่หากดังเกินกว่านั้นขึ้นไปก็ถือว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายเเละจิตใจคน
และในการวัดระดับเสียงเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าในหลายส่วนของเมืองคาราจี มีเสียงที่ดังเกิน 100 เดซิเบล ซึ่งดังพอๆ กับเสียงเครื่องบินเจ็ท
นายแพทย์ไคเซอร์ ซาจ้าด (Qaiser Sajjad) กล่าวว่า มลพิษทางเสียงก่อให้เกิดผลเสียเเก่การได้ยินเป็นสำคัญ และสร้างความรำคาญและเป็นสาเหตุให้ความดันเลือดสูงจนถึงขั้นที่อาจเกิดภาวะหัวใจวายได้
ในเมืองใหญ่ๆ อย่างเมืองคาราจี เสียงของยวดยานในการจราจรเป็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางเสียง แต่เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่เเละโรงงานอุตสาหกรรมก็มีส่วนสำคัญในการสร้างมลพิษทางเสียงด้วย
ริอาซ อิบราฮิม (Riaz Ibrahim) ชาวคาราจี กล่าวว่า เสียงการจราจรไม่ว่าจะเป็นเสียงมอเตอร์ไซด์ เสียงรถบรรทุก ทำให้หูของเขาอื้อ แม้ว่าจะกลับไปถึงบ้านเเล้ว เขายังรู้สึกว่ามีเสียงเหล่านี้ดังอยู่ในหู
ชากีล ฟารีด (Shakeel Fareed) ชาวคาราจีอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า คนในคาราจีมักบีบแตรแต่ไม่รู้จักกดเบาๆ คนส่วนใหญ่จะกดแตรยาวมาก เเสดงว่าคนไม่มีความรู้สึกรู้สาต่อเสียงที่ดังอีกต่อไป

ในปากีสถาน ไม่มีกฏหมายควบคุมมลพิษทางเสียง ในขณะที่ปัญหาเสียงที่ดังเกินพอดีนี้เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงนี้ที่มีการหาเสียงเลือกตั้งเทศบาลท้องถิ่นของคาราจี
บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า อย่าตั้งความหวังกับนักการเมืองท้องถิ่นว่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ และแนะนำว่าพลเมืองในคาราจีต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเองไปก่อน ด้วยการกดแตรรถยนต์เพียงเบาๆ เเละสวมที่อุดหูไปพลางๆ กันก่อน


มลพิษจากเสียงต่อสุขภาพกาย-จิต และการได้ยิน 0

ผลกระทบของเสียงดังอาจเป็นเรื่องร้ายแรงมากกว่าหูอื้อหูตึง ดังที่หลายคนเคยมีประสบการณ์ แต่อาจเกิดหูดับไปทันที อาจทำให้แก้วหูทะลุถ้าเสียงดังรุนแรงกระแทกแก้วหูทันที 

เสียงดังอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน เสียการทรงตัว เสียงดังอาจเป็นสาเหตุของเสียงรบกวนในหูที่หลายคนทนทุกข์ทรมาน 

ยิ่งกว่านั้น การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงอึกทึกครึกโครม อาจมีผลกระทบไปถึงสุขภาพกาย เกิดการป่วยไข้ทางกายได้แก่โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และสุขภาพจิต จิตไม่สงบ วิตกกังวล สับสน นอนไม่หลับ หรือเกิดภาวะก้าวร้าวในเด็ก เรามาทำความเข้าใจเรื่องมลพิษจากเสียงดังดีกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวก่อนที่จะสายเกินแก้ 

การได้ยินเสียงเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราได้มีการสื่อสารเข้าใจซึ่งกันและกัน เด็กที่เกิดมาหูหนวก ไม่ได้ยิน จะทำให้เป็นใบ้ ไม่อาจมีภาษาพูดและไม่อาจมีพัฒนาการตามวัย ต้องมีการแก้ไขโดยด่วนเพื่อให้สามารถได้ยินและเรียนรู้ภาษาพูด มีภาษาพูด แต่คนที่เกิดมาโชคดีมีการได้ยินปกติ หลายคนกลับไม่ทะนุถนอมดูแลการได้ยินดีที่ธรรมชาติให้มา แต่กลับใช้หูอย่างสมบุกสมบัน ฟังเสียงดังเกินความจำเป็นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หลายคนกลับเป็นคนก่อเสียงดังและทำลายหูของตนเองไปอย่างช้าๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

การใช้โทรศัพท์มือถือตลอดเวลา การฟังเพลงจากหูฟังในสถานที่ที่มีเสียงดังมากอยู่แล้ว จะทำให้ประสาทรับเสียงทำงานหนักและจะต้องใช้เสียงดังมากขึ้นทุกครั้งจึงจะได้ยิน

แม้จะมีมาตรการควบคุมเรื่องเสียงดังในโรงงาน แต่เสียงดังในสิ่งแวดล้อมและชุมชนซึ่งกระทบคนส่วนมาก กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจผลกระทบของเสียงดังต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตและต่อการได้ยิน อาจทำให้เกิดอาการหงุดหงิด เหนื่อยง่าย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

การเกิดเสียงรบกวน เสียงกริ่ง เสียงหวีด เสียง ซ่าในหู หลายคนหาสาเหตุไม่ได้ จริงๆ แล้ว ส่วนมากเกิดจากฟังเสียงดังมากและนาน หรือมีประสาทรับเสียงเสื่อมอยู่และไปกระทบเสียงดังซ้ำอีก

มีผู้ป่วยที่มีเสียงรบกวนในหูมาพบแพทย์เป็นจำนวนมาก และถูกบอกว่าหาสาเหตุไม่ได้ ให้ทำใจเพราะทำอะไรไม่ได้ โดยหลายคนไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและไม่ได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องถึงสาเหตุและการดูแลสุขภาพหูและการได้ยิน ยิ่งกว่านั้นเสียงรบกวนในหูยังเกี่ยวกับโรคทางสมองด้วย

เสียงดังในสภาวะแวดล้อม มีอะไรบ้าง? 
สภาวะการใช้ชีวิตในสังคมเมืองที่ทันสมัยมีมลพิษจากเสียงดังมาก การแปรเปลี่ยนจากเมืองกสิกรรม เป็นเมืองอุตสาหกรรม เกิดโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย นอกจากคนงานจะต้องสัมผัสเสียงดังขณะทำงานแล้ว คนเมืองยังต้องทนรับเสียงดังจากยานพาหนะ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ที่มากขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากมลพิษจากเสียงดังแล้ว ยังมีมลพิษจากฝุ่นและไอเสีย ยิ่งซ้ำเติมให้สุขภาพเสียมากขึ้น 

กรุงเทพมหานคร มีความทันสมัยมากขึ้น นอกจากยวดยานพาหนะที่แออัดและก่อเสียงดังแล้ว ยังมีรถไฟฟ้าวิ่งบนดินและวิ่งใต้ดิน แม้ว่าจะเป็นการพัฒนาที่ดี แต่ก็มิได้มีการควบคุมผลกระทบที่ตามมาจากเสียงดังเท่าที่ควร เสียงดังที่สถานีจากลำโพงประกาศแข่งกับเสียงยวดยานในท้องถนนเกิดขึ้นประจำ แถมยังเปิดโทรทัศน์เสียงดังในรถ เพื่อเอาใจคนโดยสาร คนโดยสารวัยรุ่นก็ไม่อยากฟัง อยากฟังแต่เสียงที่ตนชอบ จึงใช้ MP3 หรือ iPods หรือใช้โทรศัพท์มือถือ ฟังเพลง หรือคุยกับคนรัก แข่งกับเสียงดังซึ่งก็ต้องเปิดเสียงให้ดังขึ้นจึงจะกลบเสียงภายนอกได้ 

ถ้าเสียงในสิ่งแวดล้อมดัง 85 เดซิเบล คนนั้นก็ต้องเปิดเสียงถึง 95-100 เดซิเบล จึงจะได้ยิน ก็จะยิ่งทำให้หูถูกซ้ำเติม และถ้าฟังเกิน 1 ชั่วโมง ก็จะทำลายประสาทรับเสียงได้ 

เสียงในสิ่งแวดล้อมไม่ควรเกิน 70 เดซิเบล ซึ่งรวมถึงเสียงตามท้องถนนด้วย 
นอกจากนั้น กลับถึงบ้านก็ยังสัมผัสกับเสียงดังในบ้าน ตั้งแต่โทรทัศน์ เครื่องเสียง และอาจต้องสัมผัสเครื่องจักรกลช่วยการทำงานในบ้าน เช่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า เครื่องตัดหญ้า แม้เสียงสุนัขเห่าดังมาก ก็อาจเป็นภัยต่อการได้ยินและถ้าเป็นสุนัขของคนอื่นก็ยิ่งอารมณ์เสียหงุดหงิด 

ถ้าเป็นยามค่ำคืน ได้ยินเสียงสุนัขของเพื่อนบ้านเห่าแมว เห่าใบไม้แห้ง หรือเพื่อนบ้านเกิดสนุกอยากประกวดร้องเพลงเปิดเสียงดนตรีดังเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน ก็ยิ่งเกิดอาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ อารมณ์เสีย พาลเกิดอารมณ์ก้าวร้าว พาลทะเลาะกับแฟนและลูก คือเสียสุขภาพกายสุขภาพจิตไปด้วย ซ้ำร้ายบางครอบครัวมีอุตสาหกรรมมีเครื่องจักรในบ้านด้วย 

ถึงวันหยุดถึงเทศกาล เช่น งานลอยกระทง ฉลองปีใหม่ สงกรานต์ งานฉลองต่างๆ ดนตรี งานวัด การจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ หรือคนเมืองก็สนุกสนานกับดารา Open Air Concert สำหรับคนเป็นพันๆ ก็ย่อมต้องใช้เสียงดังมาก อาจดังถึง 120 เดซิเบล ใครอยู่ใกล้ลำโพง ก็รับเคราะห์ไปเต็มๆ เลิกงานก็หูอื้อหูตึงไปถนัดใจ หลายคนเคราะห์หามยามร้าย ลำโพงเกิดเสียงแตกหวีดดังเข้าหูตรงๆ ก็อาจถึงแก้วหูตัวเองแตกหรือประสาทรับเสียงถูกกระทบรุนแรง เกิดหูดับทันทีก็มี ทีนี้ก็เลยฟังดนตรีไม่เพราะอีกต่อไป แล้วจะทำอย่างไรกันดี ที่จะดูแลรักษาการได้ยินให้คงดีอยู่ได้ รวมถึงการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตด้วย 

องค์การอนามัยโลกได้วางมาตรฐานของเสียงดัง ณ สถานที่ต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อหู การได้ยิน และต่อสุขภาพโดยรวมไว้ รวมทั้งแจกแจงภาวะของโรคทางกาย รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุ และโรคทางจิตใจ ภาวะต่อต้านสังคม และภาวะก้าวร้าวในสังคม โดยเฉพาะในเด็กอาจมาจากเสียงดังเสียงตะโกนพูดกันเป็นเหตุก็ได้ 

ประเทศไทยของเรามักทำอะไรตามกระแสสังคม การต่อต้านภัยเสียงดังไม่มีความต่อเนื่อง ทั้งๆที่ได้มีการวางมาตรการของเสียงดัง ณ สถานที่ต่างๆ ไว้แล้ว แต่ประชาชนขาดข้อมูล ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ประชาชนยังมีความไม่รู้ หรือไม่รับรู้ว่าเสียงดังเป็นพิษต่อร่างกาย จิตใจ และการได้ยิน ทั้งๆที่หลายคนจำนวนไม่น้อย ยอมซื้อยาล้างพิษมากิน แทนที่จะดูแลสุขภาพโดยการป้องกันก่อนเกิดเหตุ 

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี พ.ศ. 2547 ที่ทรงห่วงใยวัยรุ่นเยาวชนของชาติที่เสี่ยงต่อหูตึง โดยชอบเข้าฟังดนตรีเสียงดังในสถานบันเทิงเริงรมย์ ผับ-บาร์-เทค แม้มีการควบคุมเสียงโดยกรุงเทพมหานคร แต่มาตรการควบคุมก็ไม่ได้ทำจริงจัง เพราะมีคนมีงบประมาณและเครื่องมือตรวจวัดไม่พอ มีการหลบเลี่ยงของผู้ให้บริการโดยวิธีต่างๆ 

หลังจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันรุ่งขึ้นได้มีหลายหน่วยงานเข้าไปวัดเสียงดังในสถานเริงรมย์เหล่านั้น พบว่ามีเสียงดังเกินมาตรฐานและบางแห่งดังถึง 110 เดซิเบลหรือมากกว่านั้นในบางเวลา เสียงมาตรฐาน ณ เวลาใดก็ตาม ไม่ควรเกิน 90 เดซิเบล และถ้าการตรวจไม่ครอบคลุมเวลานั้นก็ไม่รู้ว่ามีเสียงดังที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าเสียงต่อเนื่อง ได้มีการเสนอให้สถานเริงรมย์มีการบอกถึงอันตรายของเสียงดังไว้ และให้มีเครื่องวัดบอกระดับเสียงขณะนั้นให้ผู้ใช้บริการได้รู้และระวังตัวแต่ก็ยังมิได้มีการถือปฏิบัติ


กลไกการทำงานของหูและสมอง
1. Conduction – การนำเสียง 
โดยแก้วหู และหูชั้นกลางประกอบไปด้วย กระดูกค้อน ทั่ง และโกลน 
2. Reception – รับเสียง โดยปลายประสาทในหูชั้นใน ในส่วนอวัยวะก้นหอย (Cochlea)
3. Perception – รับรู้ โดยพลังประสาทผ่านไปตามประสาทรับเสียงไปถึงสมอง
4. Interpretation – รู้ความหมาย โดยสมองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
5. Expression – สื่อความหมาย โดยสมองออกมาเป็นคำพูด

ถ้ากลไกการรับเสียงถูกกระทบกระเทือน หรือหยุดยั้งจากเหตุใดก็ตาม เราก็จะได้ยินไม่ชัด หูตึงหรือเกิดเสียงรบกวนในหูหรือในสมองได้

   

คนที่การได้ยินเสียจากเสียงดังจะเริ่มเสียที่ 4,000 เฮิรตซ์ก่อน ดังนั้นคนนั้นจะยังไม่รู้ว่าตนเองเริ่มหูตึงแล้ว นอกจากอาจมีเสียงรบกวนในหูระยะเริ่มแรกและถ้ายังสัมผัสเสียงดังอยู่ก็จะเป็นมากขึ้นทุกที จนถึงขั้นหูตึงมากได้เพราะจะมีการเสียที่ความถี่อื่นๆด้วย ดังตัวอย่าง

จากการสำรวจข้อมูลเสียงดังและการเสียการได้ยิน โดยกรมควบคุมมลพิษและศูนย์โสตประสาทการได้ยินกรุงเทพฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อ 10 ปีก่อนพบว่าประชากรที่ทำงานกับเสียงดังหรือสัมผัสเสียงดังในเส้นทางจราจรที่เสียงดัง หรือทำงานในโรงงาน มีการได้ยินเสียจากเสียงดังสูงถึงร้อยละ 21.4 

             

การสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อน ในเด็กวัยรุ่นที่ใช้ Mobile phone, MP3, iPods หรือเข้า PUB เข้า TEC โดยมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทยและศูนย์โสตประสาทการได้ยินกรุงเทพฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพบว่ามีการเสียการได้ยินในร้อยละใกล้เคียงกัน 

การสำรวจในคนที่ทำงานในที่จำกัดที่มีเสียงดัง เช่น พนักงานดูแลการจอดรถในศูนย์การค้าที่ใช้นกหวีดเป่าตลอดเวลา พบว่าหูเสื่อมถึงร้อยละ 70

สรุป
มลภาวะของเสียงดังมีจริงและเป็นอันตรายต่อการได้ยินจริง และยิ่งกว่านั้นเป็นที่ยอมรับว่าการฟังเสียงดังและเกิดอารมณ์เครียดนานๆ จะเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ โรคเครียด และการใช้เสียงดังพูดกันต้องใช้การตะโกน ไม่อาจพูดจาเบาๆ ไพเราะๆ หวานหูได้ ทำให้เกิดความเคยชินที่ต้องตะโกนใส่กัน ทำให้เกิดภาวะก้าวร้าวตามมา โดยเฉพาะในครอบครัวที่ไม่อาจพูดเบาๆ แก่กันและกันและต่อลูกหลานได้ 

เสียงดังในบ้านทำให้อยู่ไม่เป็นสุข 
เสียงดังในห้องนอนทำให้นอนไม่หลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อารมณ์เครียด 
เสียงดังในห้องเรียน ห้องทำงาน ทำให้ขาดสมาธิ ทำให้หงุดหงิดสมองถูกหยุดยั้งเป็นระยะๆ ไม่ได้ผลิตผลของงานตามคาดหวัง

ดังนั้น มลภาวะจากเสียงดังจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน จากหูถึงสมอง ถึงกาย ถึงจิต อารมณ์สมาธิและผลิตผลของการงาน ที่ทุกคนไม่ควรเพิกเฉยหรือละเลย ควรได้รับความสนใจในทุกระดับ เพราะเป็นเรื่องป้องกันได้
 
ทุกคนควรช่วยกันลดเสียงที่ทุกคนก่อขึ้น และพยายามใช้เสียงเท่าที่จะเป็นในทุกสภาวการณ์ ทุกระดับความเป็นอยู่ เราก็จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเสียงดัง ไม่รบกวนกายใจสมองและหูมีอารมณ์และมีสุขภาพดีถ้วนหน้าได้โดยไม่ต้องซื้อหา 

เสียงที่ปลอดภัยในสภาวะต่างๆ และระยะเวลาสัมผัส
องค์การอนามัยโลกประกาศเตือนเสียงที่จะเป็นอันตรายในชุมชนไว้ดังนี้

เสียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ                   ความดัง/เวลา (ชั่วโมง)

1. เสียงนอกบ้าน เดือดร้อนรำคาญ                  50-55 เดซิเบล (16 ชั่วโมง)
2. เสียงในบ้านเพื่อการได้ยินที่ดี                      35 เดซิเบล (16 ชั่วโมง)
3. เสียงในห้องนอนไม่ให้รบกวนการหลับ        30 เดซิเบล (8 ชั่วโมง)
4. เสียงในห้องเรียน                                         35 เดซิเบล (เวลาเรียน)
5. เสียงในโรงงาน-การจราจร                          70 เดซิเบล (24 ชั่วโมง)
6. เสียงดนตรีผ่านหูฟัง หูจะเสีย                       85 เดซิเบล (ขณะฟัง)
7. เสียงในพิธีการ งานวัด สถานบันเทิง           100 เดซิเบล (4 ชั่วโมง)

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.doctor.or.th/article/detail/5820?fbclid=IwAR1EkYMoXP5EhTgnyWYKvTbO1YwMI18jVRxkBuN_WQbY9clwXlFBUGm03VI ด้วยค่ะ

พ่อแม่รู้มั้ย เสียงดังเกินไป ทำร้ายหูลูกทารก 0

การกระตุ้นการได้ยินอย่างเหมาะสมก่อนวัย 6 เดือน จะทำให้พัฒนาการทางการพูดและการเข้าใจภาษาดีขึ้นด้วย แต่หากเสียงที่ให้ลูกฟังดังจนเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อลูกได้ อัตราความดังที่เด็กๆ ควรหลีกเลี่ยงคือ เสียงที่ดังตั้งแต่ 90 เดซิเบลขึ้นไป ดังเช่นระดับเสียงต่อไปนี้

ระดับเสียงที่ดังจนเป็นอันตรายกับลูก
90 เดซิเบล เช่น เสียงเครื่องตัดหญ้า เสียงรถมอเตอร์ไซค์ (มอเตอร์ไซค์รุ่นบางคันดัดแปลงเครื่องหรืออุปกรณ์ทำให้มีเสียงที่ดังเพิ่มขึ้นอีก)
– 100 เดซิเบล เช่น เสียงเพลงดังๆ
– 110 เดซิเบล เสียงแตรรถ เสียงเด็กร้องไห้ เสียงตะโกนใส่หู
– 120 เดซิเบล เช่น เสียงฟ้าผ่า เสียงจากคอนเสิร์ต
– 130 เดซิเบล เช่น เสียงเครื่องขุดเจาะถนน
– 140 เดซิเบลขึ้นไป เป็นเสียงที่ดังเข้าขั้นอันตรายร้ายแรงต่อลูก เช่น เสียงประทัด เสียงเครื่องบินกำลังจะขึ้นจากลานบิน เสียงยิงปืน
แม้ระดับเสียง 80 เดซิเบล ลงมาอาจจะไม่มีอันตรายต่อลูก แต่เสียงบางอย่าง เช่น นาฬิกาปลุก เสียงไดร์เป่าผมก็ไม่ควรให้ลูกฟังเป็นเวลานานเช่นกัน
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.rakluke.com/article/24/110/5147/%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81- ด้วยค่ะ

เตือนภัยเสียงดัง 10 สถานที่ อาจทำให้หูหนวก 0

เตือนภัยเสียงดัง 10 สถานที่ อาจทำให้หูหนวก
เตือนภัยเสียงดัง 10สถานที่หูหนวก ในกรุงเทพฯ (มติชน)

เสียงดัง . . .รำคาญ ปวดหู

อาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ ด้วยความห่วงใย ทาง “ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ” ชมรมที่เกิดจากการรวมตัวของคนหลากหลายอาชีพ อาทิ แพทย์ สถาปนิก อาจารย์ พยาบาล ฯลฯ ที่มีความฝันอยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสงบ และสุขภาพดี จึงได้สำรวจสถานที่หนวกหูทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งมีความดังเกิน 50 เดซิเบล พบ 10 สถานที่ ที่เป็น “ภัย” ต่อโสตประสาท ของคนกรุง

รถไฟฟ้าบีทีเอส แม้จะนำความสะดวกสบายมาให้ในการเดินทาง แต่ข้อเสียอยู่ที่เสียงโฆษณาทั้งในและนอกขบวนรถที่ดังเกินไป, โรงภาพยนตร์, ห้างสรรพสินค้า แหล่งเกิดเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงประกาศ เสียงโฆษณาสินค้า แต่ที่หนักสุด คือ การจัดงานอีเว้นต์ ที่เปิดเสียงการจัดงานดัง จนเรียกว่าจัดที่ชั้น 1 ดังถึงชั้น 5 ซึ่งมีความดังถึง 85 เดซิเบล

อีกหนึ่งสถานที่ที่ให้ประโยชน์ทางกายแต่ให้โทษทางหู คือ สถานที่ออกกำลังกายในสวนสาธารณะ อย่างการเต้นแอโรบิค ซึ่งมักเปิดลำโพงยักษ์หันหน้าหาผู้เต้น งานนี้หูของคนรักสุขภาพต้องรับความดังของเสียง 75-82 เดซิเบล ลำโพงกลางแจ้ง ลำพังเสียงดังของการจราจรบนท้องถนนก็ดังอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันยังมีโทรทัศน์ขนาดยักษ์ เปิดเสียงดังแข่งกับเสียงรถให้คนผ่านไปมาได้ปวดทั้งหัว ปวดทั้งหู ซึ่งเสียงจากลำโพงกลางแจ้งดังกว่า 74 เดซิเบล

แหล่งมลพิษทางหูอีกแห่ง คือ เสียงนกหวีด บรรดา รปภ.มักจะสร้างมลพิษทางหูอยู่บ่อยๆ เรียกว่า เป่านกหวีดเป็นว่าเล่น รู้ไหมว่าการเป่านกหวีดแต่ละครั้งเป็นการสร้างมลพิษทางเสียงถึง 94 เดซิเบล

สถานที่สร้างมลพิษอีกที่คือ วัด ใครจะคิดว่างานวัดที่จัดกันอย่างเกลื่อนในวัดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมลพิษทางเสียงที่ดังกว่า 85 เดซิเบล ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คงไม่พ้นพระภิกษุ

นอกจากนี้ ยังรวมถึง สถานที่ที่มีการก่อสร้าง ทั้งการตอกเสาเข็ม เจาะคอนกรีต, ขนส่งมวลชน ที่มักติดตั้งโทรทัศน์ในรถโดยสาร และนิยมเปิดเสียงดังๆ

สุดท้าย เสียงเพื่อนบ้าน ทั้งเสียงตะโกน เสียงทะเลาะ เสียงการจัดงานเลี้ยง ร้องคาราโอเกะกลางแจ้งของเพื่อนบ้านก็นับเป็นมลพิษทางเสียงด้วย

อาจารย์อรญา สูตะบุตร อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ประสานงานชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ (www.quietbangkok.org) บอกว่า จากการลงพื้นที่สำรวจทั่วกรุงเทพฯ ปัญหาที่พบคือ มีการใช้โทรทัศน์จอยักษ์ เครื่องขยายเสียง และลำโพงมากขึ้นๆ ซึ่งอันตรายจากเสียงดัง เบื้องต้นจะทำให้เกิดความหงุดหงิด เครียด และหากยังไม่เร่งแก้ไข ผลในระยะยาวคือ การสูญเสียการได้ยินในที่สุด

“ระดับเสียงปกติที่ไม่เป็นอันตราย ควรต่ำกว่า 50 เดซิเบล แต่ขณะนี้ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ ระดับเสียงอยู่ที่ 70 เดซิเบล ซึ่งจุดยืนของกลุ่ม ไม่ต้องการให้กรุงเทพฯ ไร้เสียง แต่อยากให้ผู้ที่มีหน้าที่ทำให้เกิดเสียงดังตระหนักและควบคุมเสียงไม่ให้เกินกว่า 50 เดซิเบล แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ควรมีมาตรการในการจำกัดเวลาเปิดเสียงดัง เพื่อคนกรุงเทพฯ จะได้มีสุขภาพการได้ยินที่ดี”
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://hilight.kapook.com/view/37580 ด้วยค่ะ

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง ที่ไม่ได้มีแค่ “หูตึง” 0


หว่างเดินทาง ระหว่างทำงาน ระหว่างออกกำลังกาย หรือระหว่างทำกิจกรรมยามว่างต่างๆ การฟังเพลงผ่านหูฟังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนสมัยนี้ขาดไม่ได้ วันไหนไม่ได้หยิบมาจากบ้านคงจะหงุดหงิดน่าดู เพราะคนไทยชอบฟังเพลง ฟังกันได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา
แต่การใช้หูฟังฟังเพลงอย่างไม่ระมัดระวัง หรือแม้กระทั่งการใช้สมอลทอล์คคุยโทรศัพท์นานๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นคน “หูตึง” ได้อย่างไม่ทันตั้งตัว

อันตรายจากการใช้หูฟัง
– หูตึงเร็วขึ้น แทนที่จะรอให้แก่ตัวลงแล้วค่อยหูตึง คนไทยเริ่มหูตึง หรือเริ่มฟังไม่ค่อยได้ยินในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ
– ทำให้เราไม่ระมัดระวังตัวเอง เพราะเราไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง จึงเป็นช่องโหว่ที่โจรอาจจะเข้ามาขโมย หรือทำร้าย หรือหากใส่หูฟังขณะวิ่ง เดินริมถนน อาจมีเหตุอันตราย เช่น รถพุ่งเข้ามาเฉียดชน โดยที่เราอาจจะหนีไม่ทันเพราะไม่ได้ยิน

ใช้หูฟังแบบไหน เสี่ยงหูตึงที่สุด
ปัจจุบันมีหูฟังหลายประเภทให้เลือกใช้ ประเภท in-ear หรือแบบที่มีจุกเข้าไปอุดในรูหู เป็นที่นิยมที่สุด เพราะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวน แต่การใช้หูฟังประเภทนี้ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะหูตึงได้ง่ายกว่าหูฟังประเภทอื่นๆ รวมไปถึงอันตรายภายนอกจากการที่ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกด้วย

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง
จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เพลงก็ได้ อาจจะเป็นเสียงอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่การที่เราจะทนฟังเสียงดังๆ เป็นระยะเวลานานๆ เพลงก็เป็นส่วนสำคัญที่อาจทำร้ายสุขภาพของเราได้
นอกจากหูตึงแล้ว ยังมีอันตรายอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการฟังเสียงดังๆ นานๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นไม่ปกติ ซึ่งกำลังมีผู้ป่วยทั่วโลกที่เข้ารับการรักษาอาการผิดปกติเหล่านี้จากการใช้หูฟังนับล้านคน อีกทั้งในประเทศเบลเยี่ยมมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปอดแฟ่บเนื่องจากเนื้อปอดไม่สามารถขยายได้เหมือนปกติ จนอาจส่งผลให้ถุงลมในปอดแตก และเสียชีวิตเลยทีเดียว

ระดับความดังของเสียงต่างๆ
(ระดับปลอดภัยคือ ไม่เกิน 85 เดซิเบล)
– การจราจรบนนถนน = ไม่เกิน 85 เดซิเบล
– เลื่อยไฟฟ้า = 90 เดซิเบล
– เจ็ทสกี = 100 เดซิเบล
– คอนเสิร์ต หรือสถานที่เที่ยวกลางคืน = 105-120 เดซิเบล
– เปิดวิทยุดังๆ ในรถยนต์ = อาจมากถึง 120 เดซิเบลได้
– เสียงกระสุนปืน เมื่อยืนห่างจากจุดลั่นไกราว 2-3 ฟุต = 140 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เกิดอาการปวดหูในบางคนได้
ดังนั้น การใช้หูฟังแต่พอดี เลือกเปิดเสียงไม่ดังเกิน 85 เดซิเบล หรือเปิดเสียงดังไม่เกิน 70% ของระดับเสียงในมือถือ หรือเครื่องเล่นเพลงที่ใช้ประจำ ทดสอบโดยเปิดฟังแล้วพอจะได้ยินเสียงรอบข้างบ้าง เลือกใช้หูฟังประเภท ear bud หรือครอบหูแบบที่ไม่ครอบทั้งใบหู หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เสียงดังนานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เสียงดัง ควรใช้ที่อุดหู เพื่อถนอมสุขภาพหู รวมไปถึงถนอมสุขภาพของตัวเองไปด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.sanook.com/health/7841/ ด้วยค่ะ